เลือกภาษา : TH | EN
บรรษัทภิบาล
โครงสร้างการจัดการและหน้าที่ความรับผิดชอบ

โครงสร้างการจัดการ

โครงสร้างการบริหารของบริษัท ประกอบด้วยคณะกรรมการจำนวน 6 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการบริษัทฯ คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยมีรายชื่อ และขอบเขต อำนาจ และหน้าที่ ดังนี้

1) คณะกรรมการบริษัทฯ

ประกอบด้วยกรรมการ 9 ท่าน โดยมีองค์ประกอบดังนี้

  • ประธานกรรมการ ซึ่งไม่ได้เป็นบุคคลเดียวกับกรรมการผู้จัดการ เพื่อให้มีการแบ่งแยกบทบาทอย่างชัดเจนและมีการถ่วงดุลอำนาจในการดำเนินงาน
  • กรรมการอิสระ 3 ท่าน หรือเท่ากับ 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร 6 ท่าน และกรรมการที่เป็นผู้บริหาร 3 ท่าน

รายชื่อและตำแหน่งคณะกรรมการบริษัท

1. นายบัญชา องค์โฆษิต(1) ประธานกรรมการ, ประธานกรรมการบริหาร
2. พลโทนายแพทย์สุปรีชา โมกขะเวส กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ, ประธานคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
3. นายไพฑูรย์ ทวีผล กรรมการอิสระ, ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ, กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน, ประธานคณะกรรมการนโยบายการบริหารความเสี่ยงองค์กร
4. นายปัญจะ เสนาดิสัย กรรมการ, กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน, กรรมการนโยบายการบริหารความเสี่ยงองค์กร
5. แพทย์หญิงจันทิมา องค์โฆษิต กรรมการ, ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ
6. นางวรลักษณ์ องค์โฆษิต(1) กรรมการ, รองประธานกรรมการบริหาร, กรรมการกำกับดูแลกิจการ
7. นางศิริพรรณ สันธนะพันธ์ กรรมการ, กรรมการนโยบายการบริหารความเสี่ยงองค์กร
8. นายพิธาน องค์โฆษิต์(1) กรรมการ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, ประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (ระดับจัดการ)
9. นายครรชิต บุนะจินดา กรรมการอิสระ, กรรมการตรวจสอบ, คณะกรรมการนโยบายการบริหารความเสี่ยงองค์กร

หมายเหตุ : (1)กรรมการที่เป็นผู้บริหาร

กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท

กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทฯประกอบด้วย นายบัญชา องค์โฆษิต นายปัญจะ เสนาดิสัย แพทย์หญิงจันทิมา องค์โฆษิต นางวรลักษณ์ องค์โฆษิต นางศิริพรรณ สันธนะพันธ์ และ นายพิธาน องค์โฆษิต กรรมการสองในหกคนนี้ ลงลายมือชื่อร่วมกัน และประทับตราสำคัญของบริษัทฯ

ขอบเขต อำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทฯ

  1. บริหารกิจการให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ถือหุ้น (Fiduciary Duty) โดยยึดถือแนวปฎิบัติสำคัญ 4 ประการคือ
    1.1 การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง (Duty of Care)
    1.2 การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (Duty of Loyalty)
    1.3 การปฏิบัติตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (Duty of Obedience)
    1.4 การเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และโปร่งใส (Duty of Disclose)
  2. พิจารณาอนุมัติ ให้ความชอบ และทบทวน วิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย แผนการดำเนินงาน แผนงบประมาณ และควบคุมการปฏิบัติงานของผู้บริหารระดับสูงให้เป็นไปตามนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและก่อประสิทธิผลเพื่อความมั่นคงและผลประโยชน์ที่สมดุลย์ และยั่งยืนของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  3. จัดการบริษัทให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัท และมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทั้งในปัจจุบันและในระยะยาว รวมทั้งปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
  4. ในการกำกับดูแลกิจการของบริษัทฯ กำหนดให้เรื่องดังต่อไปนี้เป็นอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท ที่จะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ให้ความเห็นชอบ
    1) นโยบาย แนวทางกลยุทธ์การบริหารงาน เป้าหมาย แผนการดำเนินงาน งบประมาณประจำปีของบริษัทฯ และบริษัทย่อย
    2) ผลประกอบการประจำเดือน และประจำไตรมาสของบริษัทฯ เทียบกับแผนและงบประมาณ
    3) การลงทุนในโครงการที่ไม่มีในงบประมาณประจำปี และอนุมัติรายการปกติทั่วไปทางการค้าที่มีวงเงินเกินอำนาจอนุมัติของกรรมการผู้จัดการ
    4) การซื้อและจำหน่ายสินทรัพย์ การซื้อกิจการ และการเข้าร่วมโครงการร่วมทุนที่เป็นไปตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีมูลค่าเกินอำนาจอนุมัติของกรรมการผู้จัดการ
    5) การทำธุรกรรมอันมีผลกระทบที่สำคัญต่อฐานะทางการเงิน ภาระหนี้สิน ยุทธศาสตร์การทำธุรกิจ และชื่อเสียงของบริษัทฯ
    6) การทำสัญญาใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการทำธุรกิจปกติ และสัญญาที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจปกติที่มีความสำคัญ
    7) การเปิดและปิดบัญชีของบริษัทฯ กับสถาบันการเงินต่างๆ
    8) การทำรายการเกี่ยวโยงกันระหว่างบริษัทฯ และบริษัทย่อย บริษัทร่วมกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน ส่วนที่ไม่เข้าข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ และคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ
    9) การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล
    10) การเปลี่ยนนโยบายและวิธีปฏิบัติที่มีนัยสำคัญเกี่ยวกับการบัญชี การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายใน
    11) การกำหนดและการเปลี่ยนแปลงอำนาจอนุมัติที่มอบให้กรรมการผู้จัดการ และผู้บริหารระดับสูง
    12) การเสนอแต่งตั้งและการสิ้นสุดสถานภาพของกรรมการ เลขานุการบริษัท
    13) การมอบอำนาจหน้าที่ให้ประธานกรรมการ กรรมการผู้จัดการ หรือกรรมการบริษัท คนใดคนหนึ่ง รวมถึงการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข การมอบอำนาจหน้าที่ดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องไม่ขัดกับกฎเกณฑ์ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ และคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ
    14) การแต่งตั้งและกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดย่อย
    15) การแต่งตั้งกรรมการในบริษัทย่อย
    16) การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และแก้ไขโครงสร้างองค์กร ระดับรองกรรมการผู้จัดการขึ้นไป
    17) การดำเนินการอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
  5. กำกับดูแลและสอบทานให้มีระบบรายงานทางการเงินที่โปร่งใส ถูกต้องและเพียงพอ
  6. จัดให้มีและกำกับดูแลให้มีการบริหารจัดการตามหลักการการกำกับดูแลกิจการที่ดี
  7. พิจารณาค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น
  8. กำกับดูแลกระบวนการแต่งตั้งและเลือกตั้งกรรมการบริษัทให้มีความโปร่งใสและชัดเจน
  9. ควบคุมดูแลจัดการ การขัดแย้งทางผลประโยชน์ใดๆในบริษัทและส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับตระหนัก ในความสำคัญของระบบการควบคุมและตรวจสอบภายใน เพื่อลดความเสี่ยงด้านการทุจริตและการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้อง รวมทั้งป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย
  10. เคารพสิทธิของผู้ถือหุ้น และปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม มีความโปร่งใสในการดำเนินงาน และมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องเพียงพอ
  11. พิจารณาแต่งตั้ง สรรหา ผู้บริหารมาทดแทนตำแหน่งใดๆ ในกรณีที่จำเป็น
  12. วางแผนนโยบาย การบริหารงานของบริษัท ตลอดจนตรวจสอบผลการดำเนินงานของบริษัท
  13. กำกับดูแลและพัฒนาระบบการบริหารความเสี่ยง รวมทั้งการกำกับดูแลและพัฒนาบรรษัทภิบาลของบริษัทฯ เพื่อให้ไปสู่มาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล
  14. ประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทเป็นประจำทุกปี โดยรวมเป็นรายคณะ และประเมินตนเองเป็นรายบุคคล
  15. เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ และการประชุมผู้ถือหุ้นเว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย โดยกรรมการบริษัทฯ ที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมจะต้องแจ้งให้กรรมการบริษัท หรือเลขานุการคณะกรรมการบริษัทฯ ทราบล่วงหน้าก่อนการประชุม

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนด นิยามความเป็นอิสระของกรรมการ ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ดังนี้

  • ต้องถือหุ้นไม่เกิน 0.5% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทฯ บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม หรือนิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง (นับรวมบุคคลที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 258 ตามกฎหมายหลักทรัพย์)
  • ไม่เป็นกรรมการที่มีส่วนร่วมในด้านต่างๆ ดังนี้
    • การบริหารงาน
    • พนักงาน หรืออดีตพนักงานของผู้ตรวจสอบบัญชีภายนอก
    • ผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกับบริษัทฯ รวมถึงผู้ตรวจสอบ ที่ปรึกษากฎหมาย หรือผู้ให้บริการทางวิชาชีพใดๆ
    • พนักงานบริษัทฯ
    • ผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทฯ บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม บริษัทย่อยลำดับเดียวกัน
    • นิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง (ปัจจุบันและช่วง 2 ปีก่อนได้รับการแต่งตั้ง)
    • ผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทฯในช่วงระยะ 2 ปี
  • ไม่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เช่นเป็นลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้-ลูกหนี้การค้า เจ้าหนี้-ลูกหนี้เงินกู้ เป็นต้น รวมทั้งไม่มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งในด้านการเงินและการบริหารงานของบริษัทฯ และบริษัทในกลุ่ม บริษัทร่วมหรือนิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งในลักษณะที่จะทำให้ขาดความเป็นอิสระ
  • ไม่เป็นญาติสนิทหรือมีความสัมพันธ์ที่อาจทำให้ขาดความเป็นอิสระกับผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ บริษัทในกลุ่ม บริษัทร่วม หรือนิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง
  • ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกรรมการ หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่

บทบาทและหน้าที่ของประธานกรรมการ

ประธานกรรมการในฐานะผู้นำของคณะกรรมการ มีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดวาระการประชุม ให้รายละเอียดข้อมูล ต่อกรรมการ เป็นผู้ดำเนินการประชุม เพื่อเปิดโอกาสให้กรรมการแต่ละท่านสามารถเสนอเรื่องต่างๆและเสนอความคิดเห็นใดๆ ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อบริษัทฯ

ประธานกรรมการ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยการสร้างสรรค์ และเปิดโอกาสรับฟังทุกความคิดเห็นที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัท นอกจากนี้ ประธานฯ จะเป็นผู้ตอบคำถามของผู้ถือหุ้นในประเด็นที่สำคัญๆของบริษัท หรือในประเด็นที่ผู้ถือหุ้นมีข้อสงสัย

แม้ว่าประธานกรรมการจะไม่ใช่กรรมการอิสระ แต่จากการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนเห็นว่าโครงสร้างดังกล่าวมีความเหมาะสมกับลักษณะการประกอบธุรกิจของบริษัทฯและเป็นจุดแข็งที่ช่วยส่งเสริมให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากประธานกรรมการเป็นผู้ริเริ่มนำเทคโนโลยีในการผลิตแผ่นพิมพ์วงจรไฟฟ้า (PCB) เข้ามาในประเทศไทยเป็นรายแรก จึงมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจการผลิต PCB มาอย่างยาวนาน และสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้ถือหุ้นส่วนน้อย มาโดยตลอด

ประธานกรรมการไม่มีอำนาจเหนือกว่ากรรมการท่านอื่นๆ ดังกฎหมายบริษัทมหาชนได้ระบุหน้าที่ความรับผิดชอบเพิ่มเติมของประธานกรรมการบริษัทฯ ไว้ดังนี้

  • ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการ และควบคุมดูแลการประชุมให้ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย เปิดโอกาสให้กรรมการทุกท่านได้แสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะอย่างเต็มที่และเป็นอิสระ
  • ในการประชุมคณะกรรมการหรือการประชุมผู้ถือหุ้น ประธานจะเป็นผู้ลงคะแนนตัดสินในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน
  • ในการประชุมคณะกรรมการบริษัทหรือการประชุมผู้ถือหุ้นที่ประธานกรรมการมีส่วนได้ส่วนเสียกับการพิจารณาในวาระใด ประธานกรรมการจะไม่อยู่ในที่ประชุมและงดออกเสียงในวาระนั้นๆ
  • ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น

นอกจากหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะกรรมการแล้ว ประธานได้ยึดมั่นในจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีอยู่เสมอ เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ

2) คณะกรรมการบริหาร

คณะกรรมการบริษัทฯ เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร ซึ่งประกอบด้วยกรรมการและผู้บริหารระดับสูงจากฝ่ายจัดการ ดังมีรายชื่อต่อไปนี้

1) นายบัญชา องค์โฆษิต ประธานกรรมการบริหาร
2) นางวรลักษณ์ องค์โฆษิต รองประธานกรรมการบริหาร
3) นายพิธาน องค์โฆษิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ
4) นายเฟรดดริก การาเพท โอฮาเนี่ยน ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานปฏิบัติการผลิต
5) นางธัญรัตน์ เทศน์สาลี ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการเงินและบริหาร

ขอบเขต อำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร

  1. พิจารณานโยบาย ทิศทาง แผนยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจและโครงสร้างการบริหารงาน และงบประมาณประจำปีของบริษัทฯและบริษัทย่อย โครงการลงทุนทุกโครงการ แผนกำลังคนประจำปี
  2. อนุมัติการสรรหา/คัดเลือก ผู้บริหารใหม่ในระดับรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกำหนดค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
  3. กำกับดูแลการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารให้ดำเนินงานภายใต้นโยบายต่างๆที่กำหนดไว้ รับผิดชอบโดยรวมและควบคุมค่าใช้จ่ายและงบลงทุนตามขอบเขตที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติในแผนงานประจำปี
  4. ตรวจสอบ ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย และแผนยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด
  5. รับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหาร และให้คำปรึกษาในการแก้ไขปัญหาเพื่อที่จะบรรลุ เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
  6. รับผิดชอบและอนุมัติการจัดหาวงเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาว เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทพิจารณาอนุมัติ
  7. ให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่คณะกรรมการเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจใดๆที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ
  8. แก้ไขปัญหาหรือความขัดแย้งใดๆ ที่มีผลกระทบกับองค์กร
  9. ดำรงไว้ซึ่งการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
  10. พิจารณาเรื่องการระดมทุนของบริษัทฯ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทฯ
  11. อนุมัติการแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ

3) คณะกรรมการตรวจสอบ

คณะกรรมการบริษัทฯ เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการตรวจสอบประกอบด้วยกรรมการอิสระทั้งหมด ซึ่งเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยคุณสมบัติและขอบเขตการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบกำหนดไว้ โดยจะปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลการบริหารกิจการต่างๆ ของบริษัทฯ เพื่อให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรม และเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคน

คณะกรรมการตรวจสอบ ประกอบด้วยกรรมการ 3 ท่าน โดยมีองค์ประกอบดังนี้

  • กรรมการอิสระ 3 ท่าน
  • ประธานกรรมการตรวจสอบเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์เพียงพอที่จะสามารถทำหน้าที่ในการสอบทานความน่าเชื่อถือของงบการเงิน

รายชื่อและตำแหน่งคณะกรรมการตรวจสอบ

1) นายไพฑูรย์ ทวีผล ประธานกรรมการตรวจสอบ
2) พลโทนายแพทย์สุปรีชา โมกขะเวส กรรมการตรวจสอบ
3) นายครรชิต บุนะจินดา กรรมการตรวจสอบ

ขอบเขต อำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบ

  1. สอบทานให้บริษัทฯ มีรายงานทางการเงินที่ถูกต้องและเพียงพอ โดยจัดให้มีผู้สอบบัญชีเข้าร่วมประชุมด้วยทุกไตรมาส
  2. สอบทานให้บริษัทฯมีการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกฎหมายอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท
  3. พิจารณาการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทฯ ในกรณีที่เกิดรายการที่เกี่ยวโยงกันหรือรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้มีความถูกต้องครบถ้วน
  4. สอบทานให้บริษัทฯ มีระบบการควบคุมภายในและระบบการตรวจสอบภายในที่เหมาะสมและมีประสิทธิผล รวมทั้งมีหน้าที่สอบทานรายงานผลการตรวจสอบ แนวทางการตรวจสอบ และประเมินผลการตรวจสอบการดำเนินงานด้านต่างๆ ของบริษัทฯ ตามวิธีการและมาตรฐานที่ยอมรับโดยทั่วไปและประสานงานกับผู้สอบบัญชีของบริษัท
  5. พิจารณา คัดเลือก และเสนอแต่งตั้งผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ รวมทั้งการพิจารณาเสนอค่าตอบแทน การสอบบัญชี และมีการประชุมร่วมกับผู้สอบบัญชีอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี โดยไม่มีฝ่ายจัดการเข้าร่วม
  6. ประเมินความเสี่ยงที่สำคัญของบริษัทฯ และให้คำแนะนำในการลดความเสี่ยง
  7. ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้ง โยกย้าย และการพิจารณาความดี ความชอบ หรือการลงโทษหัวหน้าหน่วยงานการตรวจสอบภายในของบริษัท
  8. ให้ความเห็นชอบ แผนงานการตรวจสอบของหน่วยงานการตรวจสอบภายใน งบประมาณ และอัตรากำลังของหน่วยงานการตรวจสอบภายใน
  9. พิจารณาประเมินผลการกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการตรวจสอบ และจัดทำรายงานกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการตรวจสอบ เปิดเผยไว้ในรายงานประจำปีของบริษัทฯ และลงนามโดยประธานคณะกรรมการตรวจสอบ โดยมีรายละเอียดในประเด็นสำคัญดังนี้
    (1) ความถูกต้อง เชื่อถือได้ของรายงานทางการเงิน
    (2) ความเพียงพอของระบบการควบคุมภายใน
    (3) การปฏิบัติตามกฎหมายหลักทรัพย์ฯ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมายที่ เกี่ยวข้อง
    (4) ความเหมาะสมของผู้สอบบัญชี
    (5) รายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
    (6) การประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและการเข้าร่วมประชุมของกรรมการแต่ละท่าน
    (7) ความเห็นหรือข้อสังเกตที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่
    (8) รายการอื่นใดที่ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทั่วไปควรทราบ
  10. ประธานกรรมการตรวจสอบหรือกรรมการตรวจสอบต้องเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเพื่อชี้แจงในเรื่องที่เกี่ยวกับคณะกรรมการตรวจสอบ หรือการแต่งตั้งผู้สอบบัญชี
  11. พิจารณาทบทวนเพื่อปรับปรุงกฎบัตรคณะกรรมการตรวจสอบเป็นประจำทุกปี(หากมีความจำเป็น)
  12. สอบทานให้บริษัทฯ มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานที่เหมาะสม โดยร่วมหารือกับคณะทำงานบริหารความเสี่ยงของฝ่ายจัดการถึงนโยบายหลักของบริษัทฯที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงและการประเมินความเสี่ยงทุกด้าน รวมทั้งความเสี่ยงจากทุจริตคอร์รัปชั่น
  13. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการบริษัทฯ มอบหมาย
  14. รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตรวจสอบ ให้คณะกรรมการบริษัทฯ ทราบทุกไตรมาส

4) คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน

คณะกรรมการบริษัทเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน ซึ่งประกอบด้วยกรรมการ 3 ท่าน โดยมีองค์ประกอบดังนี้

  • กรรมการอิสระ 2 ท่าน และกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร 1 ท่าน
  • ประธานกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน เป็นกรรมการอิสระ

รายชื่อและตำแหน่งคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน

1. พลโทนายแพทย์สุปรีชา โมกขะเวส ประธานกรรมการ
2. นายปัญจะ เสนาดิสัย กรรมการ
3. นายไพฑูรย์ ทวีผล กรรมการ

ขอบเขต อำนาจ หน้าที่ ในการสรรหา

  1. กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการ ในการสรรหา กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท และกำหนดกระบวนการสรรหากรรมการบริษัทเพื่อแทนกรรมการที่ครบวาระ โดยพิจารณาสรรหากรรมการที่มีคุณสมบัติหลากหลาย ทั้งในด้านทักษะ ประสบการณ์ และความสามารถเฉพาะด้าน
  2. พิจารณาโครงสร้าง และองค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัทให้มีความเหมาะสมกับองค์กร
  3. สรรหาและพิจารณาคัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท ทดแทนกรรมการที่ครบวาระ หรือกรณีอื่นๆ กรรมการในคณะกรรมการชุดย่อยต่างๆ กรรมการผู้จัดการ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทฯ และที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณา
  4. เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเสนอรายชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการบริษัท โดยมีกำหนดระยะเวลาที่เพียงพอก่อนการประชุมผู้ถือหุ้น
  5. จัดทำแผนสืบทอดตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและผู้บริหารระดับสูง เพื่อเสนอให้คณะกรรมการบริษัทฯ พิจารณา โดยมีการทบทวนแผนอย่างสม่ำเสมอ
  6. ปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริษัทฯ มอบหมาย
  7. รายงานผลการปฏิบัติงานต่อคณะกรรมการบริษัทฯ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

ขอบเขต อำนาจ หน้าที่ในการกำหนดค่าตอบแทน

  1. กำหนดรูปแบบและหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนสำหรับกรรมการบริษัท กรรมการชุดย่อย และกรรมการผู้จัดการ ให้มีความชัดเจน เป็นธรรม และเหมาะสม โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย และสามารถเทียบเคียงได้กับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่มีขนาดใกล้เคียงกัน โดยค่าตอบแทนกรรมการดังกล่าวนั้น เพียงพอที่จะจูงใจให้คณะกรรมการมีคุณภาพและสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายและทิศทางธุรกิจของบริษัทฯ โดยมีกระบวนการที่โปร่งใส และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหุ้น
  2. พิจารณากำหนดค่าตอบแทนแก่กรรมการบริษัทและกรรมการชุดย่อยเพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการบริษัทฯ พิจารณาเห็นชอบ และนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติ
  3. พิจารณากำหนดเป้าหมายและประเมินผลการปฏิบัติงานของกรรมการผู้จัดการเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดค่าตอบแทน และเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ
  4. กำหนดแนวทาง นำเสนอ และให้ความเห็นชอบผลการประเมินการปฏิบัติงานของกรรมการผู้จัดการ เพื่อพิจารณาปรับค่าตอบแทนและการจ่ายเงินรางวัลจูงใจประจำปี
  5. รายงานผลการปฏิบัติงานต่อคณะกรรมการบริษัท อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
  6. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัทฯ

5) คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ

คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ โดยแต่งตั้งจากกรรมการบริษัท และผู้บริหารระดับสูงจากส่วนงานต่างๆ โดยมีกรรมการอิสระเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการนี้

รายชื่อและตำแหน่งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ

1) นางจันทิมา องค์โฆษิต ประธานกรรมการ
2) นางวรลักษณ์ องค์โฆษิต กรรมการ
3) นางธัญรัตน์ เทศน์สาลี กรรมการ และเลขานุการฯ
4) นายวิบูรณ์ สุนทรวิวัฒน์ กรรมการ

โดยมีนายไพฑูรย์ ทวีผล เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ

ขอบเขต อำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ

  1. เสนอแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี ต่อคณะกรรมการบริษัทฯ
  2. ติดตามดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการและฝ่ายจัดการ ให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมทั้งหลักสากล
  3. ทบทวนและกำหนดหลักเกณฑ์ ข้อพึงปฏิบัติที่สำคัญ และปรับปรุงหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และเหมาะสม
  4. รายงานต่อคณะกรรมการบริษัทฯ เกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทฯ พร้อมความเห็น แนวปฏิบัติ และข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปรับปรุงตามความเหมาะสม
  5. ครอบคลุมการกำกับดูแลการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
  6. คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการจะต้องจัดให้มีการประชุมตามความจำเป็นและความเหมาะสม โดยจะต้องมีการประชุมไม่น้อยกว่า 2 ครั้งต่อปี และรายงานผลการประชุมให้คณะกรรมการบริษัทฯ รับทราบ

6) คณะกรรมการนโยบายการบริหารความเสี่ยงองค์กร

ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 10/2559 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 ได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการบริหารความเสี่ยงองค์กร โดยแต่งตั้งกรรมการบริษัทฯ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เข้าร่วมเป็นกรรมการ

รายชื่อและตำแหน่งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

1) นายไพฑูรย์ ทวีผล ประธานกรรมการ
2) นายครรชิต บุนะจินดา กรรมการ
3) นายปัญจะ เสนาดิสัย กรรมการ
4) นายพิธาน องค์โฆษิต กรรมการ
5) นางศิริพรรณ สันธนะพันธ์ กรรมการ
   นายสมชาย อาจรักษา เลขานุการฯ

ขอบเขต อำนาจ หน้าที่ ของคณะกรรมการนโยบายการบริหารความเสี่ยงองค์กร

  1. กำหนดขอบเขตภาระหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการบริหารความเสี่ยงองค์กร และขั้นตอน กระบวนการ ในการดำเนินการบริหารความเสี่ยงองค์กร
  2. พิจารณาปัจจัยความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์องค์กร พร้อมให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังความเสี่ยงจากสถานการณ์ในปัจจุบัน
  3. ให้ข้อเสนอแนะ ติดตาม ประเมินผล และสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงระดับจัดการ เพื่อนำไปดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายของการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
  4. รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบริษัทฯ ทราบ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงระดับจัดการ

คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจัดตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงระดับจัดการ โดยแต่งตั้งจากผู้บริหารระดับสูงจากฝ่ายจัดการของส่วนงานทุกฝ่ายของบริษัทฯ และมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นประธานกรรมการ

รายชื่อและตำแหน่งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงระดับจัดการ

1) นายพิธาน องค์โฆษิต ประธานกรรมการ
2) นายเฟรดดริก การาเพท โอฮาเนี่ยน กรรมการ
3) นางธัญรัตน์ เทศน์สาลี กรรมการ
4) นายอรรถสิทธิ์ องค์โฆษิต กรรมการ
5) นายวิบูรณ์ สุนทรวิวัฒน์ กรรมการ

ขอบเขต อำนาจ หน้าที่ ของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงระดับจัดการ

  1. รับผิดชอบให้มีการประเมินความเสี่ยง จัดทำ และกำกับดูแลการดำเนินการตามแผนการจัดการความเสี่ยงในระดับองค์กร
  2. กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้
  3. กำหนดกรอบการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารความเสี่ยง และติดตามการนำไปปฏิบัติ สอบทานประสิทธิผลของกรอบการบริหารความเสี่ยง
  4. สอบทานการบริหารความเสี่ยง รวมทั้งดำเนินการเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการจัดการความเสี่ยงของบริษัทมีความเพียงพอและเหมาะสม สามารถจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และกำกับดูแลให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินงานตามแผนการจัดการความเสี่ยง
  5. จัดให้มีการประชุมทบทวนผลการดำเนินงานตามระบบบริหารความเสี่ยง พร้อมรายงานผลต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารความเสี่ยงองค์กร ทราบเป็นประจำต่อเนื่องทุกไตรมาส

สรุปการดำรงตำแหน่งของกรรมการในคณะกรรมการชุดต่างๆ

รายชื่อกรรมการ คณะกรรมการ
บริษัท
คณะกรรมการ
ตรวจสอบ
คณะกรรมการ
สรรหาและ
กำหนดค่าตอบแทน
คณะกรรมการ
กำกับดูแลกิจการ
คณะกรรมการ
นโยบายการบริหาร
ความเสี่ยงองค์กร
นายบัญชา องค์โฆษิต C - - - -
พลโทนายแพทย์สุปรีชา โมกขะเวส M M C - -
นายไพฑูรย์ ทวีผล M C M - C
นายปัญจะ เสนาดิสัย M - M - M
แพทย์หญิงจันทิมา องค์โฆษิต M - - C -
นางวรลักษณ์ องค์โฆษิต M - - M -
นางศิริพรรณ สันธนะพันธ์ M - - - M
นายพิธาน องค์โฆษิต M - - - M
นายครรชิต บุนะจินดา M M - - M

หมายเหตุ :
C – Chairman ประธาน
M – Member กรรมการ

สรุปการเข้าร่วมประชุมของกรรมการ ในปี 2559




รายชื่อกรรมการ
การเข้าร่วมประชุม (ครั้ง)
คณะกรรมการ
บริษัทฯ
คณะกรรมการ
ตรวจสอบ
คณะกรรมการ
สรรหาและ
กำหนดค่าตอบแทน
คณะกรรมการ
กำกับดูแลกิจการ
คณะกรรมการ
นโยบายการบริหาร
ความเสี่ยง
นายบัญชา องค์โฆษิต 12 / 12 - - - -
พลโทนายแพทย์สุปรีชา โมกขะเวส 11 / 12 4 / 4 2 / 2 - -
นายไพฑูรย์ ทวีผล 12 / 12 4 / 4 2 / 2 - 2 / 2
นายปัญจะ เสนาดิสัย 12 / 12 - 2 / 2 - 2 / 2
แพทย์หญิงจันทิมา องค์โฆษิต 12 / 12 - - 4 / 4 -
นางวรลักษณ์ องค์โฆษิต 12 / 12 - - 4 / 4 -
นางศิริพรรณ สันธนะพันธ์ 12 / 12 - - - 2 / 2
นายพิธาน องค์โฆษิต 12 / 12 - - - 2 / 2
นายครรชิต บุนะจินดา 8 / 12 3 / 4 - - 2 / 2

นายครรชิต บุนะจินดา ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2559

ผู้บริหารระดับสูง

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 บริษัทฯ มีผู้บริหารจำนวน 9 ท่าน ดังนี้

1) นายบัญชา องค์โฆษิต ประธานกรรมการบริหาร
2) นางวรลักษณ์ องค์โฆษิต รองประธานกรรมการบริหาร/ ผู้อำนวยการสำนักบริหาร
3) นายพิธาน องค์โฆษิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ
4) นายเฟรดดริก การาเพท โอฮาเนี่ย ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานปฎิบัติการผลิต
5) นางธัญรัตน์ เทศน์สาลี ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการเงินและบริหาร
6) นายอรรถสิทธิ์ องค์โฆษิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ
7) นายธีระพร ใจซื่อดี ผู้อำนวยการฝ่ายซ่อมบำรุง
8) นายไพโรจน์ ธาราวัชรศาสตร์ี ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรม
9) นายสุนัน ศรีเพชร์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการผลิต

ขอบเขต อำนาจ หน้าที่ของกรรมการผู้จัดการ

กรรมการผู้จัดการมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารบริษัทฯ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย และจะต้องบริหารบริษัทฯตามแผนงานหรืองบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอย่างเคร่งครัด ซื่อสัตย์ สุจริตและระมัดระวัง รักษาผลประโยชน์ของบริษัทฯและผู้ถือหุ้นอย่างดีที่สุด รวมไปถึงอำนาจหน้าที่ในเรื่องหรือกิจการต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. ควบคุม ดูแลการดำเนินกิจการ และ/หรือ การบริหารงานทั่วไปของบริษัท
  2. บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน โยกย้าย เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยพนักงาน และลูกจ้าง ตลอดจนให้พนักงานและลูกจ้างออกจากตำแหน่งตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด แต่ถ้าเป็นพนักงานระดับฝ่ายหรือเทียบเท่าขึ้นไป จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารก่อน
  3. มีอำนาจอนุมัติการว่าจ้างผู้บริหารระดับผู้อำนวยการอาวุโส และระดับผู้อำนวยการ ผู้จัดการ
  4. มีอำนาจในการบังคับบัญชา ติดต่อ สั่งการ ดำเนินการ ตลอดจนเข้ามาลงนามในนิติกรรมสัญญา เอกสารคำสั่ง หนังสือแจ้งหรือหนังสือใดๆ ที่ใช้ติดต่อกับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และบุคคลอื่น ตลอดจนให้มีอำนาจกระทำการใดๆ ที่จำเป็นและสมควร เพื่อให้การดำเนินการข้างต้นสำเร็จลุล่วงไป
  5. มีอำนาจอนุมัติ และมอบอำนาจช่วงอนุมัติเบิกจ่ายเพื่อการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งทรัพย์สินและบริการ เพื่อประโยชน์ของบริษัท ซึ่งอำนาจการอนุมัติดังกล่าว จะเป็นการอนุมัติรายการปกติทั่วไปทางการค้าที่มีวงเงินไม่เกิน 800 ล้านบาท ต่อรายการ และอนุมัติค่าใช้จ่ายในการซื้อทรัพย์สินอื่นในวงเงินไม่เกิน 400 ล้านบาทต่อรายการ หากเกินจำนวนที่สามารถอนุมัติให้นำเสนอเพื่อขออนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท
  6. มีอำนาจอนุมัติวงเงินการปรับเงินเดือนและโบนัส หรือสูตรโบนัส หรือการปรับผลตอบแทนประจำปีของผู้บริหารและพนักงาน
  7. ดำเนินการให้มีการจัดทำและส่งมอบนโยบายทางธุรกิจ รวมถึงแผนงานและงบประมาณ ต่อคณะกรรมการเพื่อขออนุมัติ และมีหน้าที่รายงานความก้าวหน้าตามแผน และงบประมาณที่ได้รับอนุมัติดังกล่าวต่อคณะกรรมการในทุกๆ 3 เดือน
  8. ดำเนินการหรือปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบาย แผนงานและงบประมาณ ที่ได้อนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทฯ และ/หรือ คณะกรรมการบริหารของบริษัทฯ
  9. มีอำนาจในการมอบอำนาจช่วง และ/หรือ มอบหมายให้บุคคลอื่นปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนได้โดยการมอบช่วง และ/หรือ การมอบหมายดังกล่าวให้อยู่ภายใต้ขอบเขตแห่งการมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ และ/หรือ ให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อกำหนด หรือคำสั่งที่คณะกรรมการบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทกำหนดไว้
  10. อนุมัติการแต่งตั้งผู้มีอำนาจลงนามเอกสารสั่งจ่ายเงินของบริษัทฯ รวมถึงสัญญาต่างๆ เอกสารทางบัญชีและการเงิน และเอกสารทั่วไป
  11. เป็นที่ปรึกษาฝ่ายจัดการในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายด้านการเงิน การตลาด การบริหารงานบุคคล และด้านการปฏิบัติอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ
  12. มีอำนาจอนุมัติการแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ
  13. เป็นผู้รับมอบอำนาจของบริษัทฯในการบริหารกิจการของบริษัทฯให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับ นโยบาย ระเบียบ ข้อกำหนด คำสั่ง มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น และ/หรือ มติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ และคณะกรรมการบริหารทุกประการ

เลขานุการบริษัท

เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติแต่งตั้ง นางธัญรัตน์ เทศน์สาลี เป็นเลขานุการบริษัท เพื่อช่วยดูแลกิจกรรมของคณะกรรมการบริษัทในการดูแลบริหารกิจการให้ดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้เลขานุการบริษัทรับผิดชอบดำเนินการดังต่อไปนี้ ในนามของบริษัทฯหรือคณะกรรมการ

  1. จัดทำและเก็บรักษาเอกสารดังต่อไปนี้
    1.1 ทะเบียนกรรมการ
    1.2 หนังสือนัดประชุมคณะกรรมการ รายงานการประชุมคณะกรรมการ และรายงานประจำปีของบริษัท
    1.3 หนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น และรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น
  2. เก็บรักษารายงานการมีส่วนได้เสียที่รายงานโดยกรรมการหรือผู้บริหาร
  3. ดำเนินการอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด
  4. จัดการประชุมผู้ถือหุ้น และประชุมคณะกรรมการให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับของบริษัทฯ และข้อพึงปฏิบัติต่างๆ
  5. ร่างนโยบายด้านการบริหารต่างๆ
  6. บันทึกรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น และการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ รวมทั้งติดตามผลให้มีการปฏิบัติตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นและที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ
  7. ดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลและรายงานสารสนเทศในส่วนที่รับผิดชอบต่อหน่วยงานที่กำกับบริษัทฯตามระเบียบ และข้อกำหนดของหน่วยงานทางราชการ
  8. ดูแลให้บริษัทฯ และคณะกรรมการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ของสำนักคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  9. ส่งเสริมให้บริษัทฯ มีมาตรฐานด้านบรรษัทภิบาลที่เหมาะสม
  10. ติดต่อสื่อสารกับผู้ถือหุ้นทั่วไปให้ได้รับสิทธิต่างๆ ของผู้ถือหุ้นและข่าวสารของบริษัทฯ
  11. ดูแลกิจกรรมของคณะกรรมการบริษัทฯ

ประวัติโดยสังเขปของเลขานุการบริษัท

นาง ธัญรัตน์ เทศน์สาลี้

  • ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการเงินและบริหาร
  • ปริญญาโท บัญชี Roosevelt University สหรัฐอเมริกา
  • คุณสมบัติ: มีความรู้ด้านบัญชีที่เกี่ยวข้อง มีความสามารถในการสรุปประเด็น การจัดทำรายงานการประชุม การจัดประชุมผู้ถือหุ้น มีความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีภาวะผู้นำ มีความสามารถในการสื่อสารและการประสานงาน และเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต
  • ผ่านการอบรมด้านงานเลขานุการบริษัท จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และการอบรม สัมมนา อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จากตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือจากองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ
การสรรหากรรมการและค่าตอบแทนกรรมการ

การสรรหากรรมการ

วาระการดำรงตำแหน่ง

กรรมการแต่ละท่านมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี และจำกัดจำนวนปีในการดำรงตำแหน่งของกรรมการอิสระไว้ไม่เกิน 9 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป และไม่มีผลย้อนหลังสำหรับกรรมการอิสระที่ดำรงตำแหน่งก่อนการแต่งตั้งกรรมการในปี 2556 โดยตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัดและข้อบังคับของบริษัทกำหนดให้ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีทุกครั้ง ให้กรรมการออกจากตำแหน่ง 1 ใน 3 ถ้าจำนวนกรรมการที่จะออกแบ่งให้ตรงเป็น 3 ส่วนไม่ได้ ก็ให้ออกโดยจำนวนใกล้เคียงที่สุดกับส่วน 1 ใน 3 โดยให้กรรมการคนที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดเป็นผู้ออกจากตำแหน่ง และกรรมการที่ออกจากตำแหน่งนั้นมีสิทธิได้รับเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งใหม่ได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการมีนโยบายให้วาระของกรรมการตรวจสอบสอดคล้องกับวาระการเป็นกรรมการบริษัท

หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา

คณะกรรมการบริษัทฯ ได้กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหากรรมการโดยมอบหมายให้คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนเป็นผู้สรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมเข้ารับการคัดเลือก และเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสรรหาคัดเลือก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์ของบริษัท ในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย ทั้งนี้ จะพิจารณาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมจากช่องทางต่างๆ เช่น เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย กรรมการของบริษัทฯ เสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการ พิจารณาจากทำเนียบกรรมการ (Director pool) ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย และจากช่องทางอื่นๆ ที่คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนพิจารณาเห็นสมควร

  1. ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกรรมการให้ถือว่าผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีคะแนนเสียงเท่ากับหนึ่งหุ้นต่อหนึ่งเสียง
  2. ให้ผู้ถือหุ้นลงคะแนนเสียงทั้งหมดที่ตนมีอยู่เลือกบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการทีละคน
  3. บุคคลซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดตามลำดับลงมาเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการเท่าจำนวนกรรมการที่จะพึงมี หรือพึงจะเลือกตั้งในครั้งนั้น ในกรณีที่บุคคลซึ่งได้รับการเลือกตั้งในลำดับถัดลงมา มีคะแนนเสียงเท่ากันเกินจำนวนกรรมการที่จะพึงมี  ให้ประธานที่ประชุมออกเสียงได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
  4. ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการว่างลงเนื่องจากเหตุอื่นนอกจากการครบวาระออกจากตำแหน่งกรรมการ ให้คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลัษณะต้องห้ามตามกฎหมายเข้าเป็นกรรมการแทนในการประชุมคณะกรรมการคราวถัดไป โดยบุคคลซึ่งเข้าเป็นกรรมการแทนจะอยู่ในตำแหน่งกรรมการได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน
  5. คณะกรรมการบริษัทกำหนดให้กรรมการบริษัทดำรงตำแหน่งในบริษัทจดทะเบียน รวมไม่เกิน 5 บริษัท

การสรรหาผู้บริหาร

การสรรหากรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

คณะกรรมการบริหารเป็นผู้พิจารณาในเบื้องต้นในการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เหมาะสม มีความรู้ความสามารถและประสพการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ และนำเสนอต่อคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนพิจารณาอนุมัติ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทพิจารณาอนุมัติต่อไป

การสรรหาผู้บริหาร

สำหรับการสรรหาและแต่งตั้งผู้บริหารของบริษัทฯ นั้น คณะกรรมการบริษัทได้ให้อำนาจประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เหมาะสมกับตำแหน่งและหน้าที่ความรับผิดชอบ รวมถึงมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยการคัดเลือกเป็นไปตามระเบียบในการสรรหาบุคคลของฝ่ายทรัพยากรบุคคล

ค่าตอบแทนกรรมการ

ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร

คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนพิจารณาหลักเกณฑ์และรูปแบบค่าตอบแทนของกรรมการและผู้บริหารระดับสูง โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมที่สะท้อนถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ และความเหมาะสมที่เชื่อมโยงกับความสำเร็จในการปฏิบัติงาน ผลประกอบการ ปัจจัยแวดล้อมอื่น ตลอดจนพิจารณาเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนของบริษัทอื่นที่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยนำผลสำรวจค่าตอบแทนกรรมการที่จัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) มาประกอบการพิจารณาเปรียบเทียบด้วย

ในปัจจุบัน รูปแบบของค่าตอบแทนกรรมการมี 2 ประเภท คือค่าเบี้ยประชุม และค่าตอบแทนประจำปี ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนได้พิจารณาทบทวนค่าตอบแทนกรรมการและนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาเห็นชอบและนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปีทุกปี ค่าตอบแทนกรรมการ ในปี 2558 และ ปี 2559 ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 32/2558 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 และ ครั้งที่ 33/2559 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 แล้ว ตามลำดับ

คณะกรรมการบริษัท

ลำดับ รายชื่อ ตำแหน่ง ค่าตอบแทนรายปี(บาท) ค่าเบี้ยประชุม(บาท)
ปี 2559 ปี 2558 ปี 2559 ปี 2558
1  นายบัญชา องค์โฆษิต  ประธานกรรมการ 1,600,000 1,600,000 420,000 420,000
2  พลโท นายแพทย์สุปรีชาโมกขะเวส  กรรมการ 800,000 800,000 360,000 360,000
3  นายไพฑูรย์ ทวีผล  กรรมการ 800,000 800,000 360,000 360,000
*  นางอุบล จิระมงคล  กรรมการ 0 800,000 120,000 360,000
4  นายปัญจะ เสนาดิสัย  กรรมการ 800,000 800,000 360,000 360,000
5  แพทย์หญิงจันทิมา องค์โฆษิต  กรรมการ 800,000 800,000 360,000 360,000
6  นางวรลักษณ์ องค์โฆษิต  กรรมการ 800,000 800,000 360,000 360,000
7  นางศิริพรรณ สันธนะพันธ์  กรรมการ 800,000 800,000 360,000 360,000
8  นายพิธาน องค์โฆษิต  กรรมการ 800,000 800,000 360,000 360,000
9  นายครรชิต บุนะจินดา  กรรมการ 800,000 0 240,000 0
  รวมทั้งสิ้น   8,000,000 8,000,000 3,300,000 3,300,000

* นางอุบล จิระมงคล หมดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการ ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559

คณะกรรมการตรวจสอบ

ลำดับ รายชื่อ ตำแหน่ง ค่าตอบแทนรายปี(บาท) ค่าเบี้ยประชุม (บาท)
ปี 2559 ปี 2558 ปี 2559 ปี 2558
1 นายไพฑูรย์ ทวีผล ประธานกรรมการ 460,000 600,000 105,000 0
2 พลโท นายแพทย์สุปรีชา โมกขะเวส กรรมการ 380,000 500,000  90,000 0
* นางอุบล จิระมงคล กรรมการ 0 500,000 0 0
3 นายครรชิต บุนะจินดา กรรมการ 380,000 0 90,000 0
รวมทั้งสิ้น 1,220,000 1,600,000 285,000 3,300,000

* นางอุบล จิระมงคล หมดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจสอบ ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559

ค่าตอบแทนผู้บริหาร

คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทนเป็นผู้พิจารณาค่าตอบแทนของกรรมการผู้จัดการ (CEO) เพื่อเสนอคณะกรรมการบริษัทฯ พิจารณาอนุมัติ ซึ่งเป็นไปตามหลักการและนโยบายที่คณะกรรมการบริษัทกำหนด โดยค่าตอบแทนดังกล่าวในระยะยาว ได้กำหนดตามโครงสร้างค่าตอบแทนของบริษัทฯ และพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อมูลการสำรวจการจ่ายค่าตอบแทนจากสถาบันที่ได้รับความเชื่อถือ ส่วนค่าตอบแทนในระยะสั้น ในรูปแบบของเงินเดือนและโบนัสประจำปี พิจารณาอัตราเงินเฟ้อ ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ รวมทั้งพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานของ CEO และภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

กรรมการผู้จัดการจะเป็นผู้พิจารณาค่าตอบแทน และการปรับค่าจ้างประจำปีของผู้บริหาร โดยพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารแต่ละท่าน ตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า ประกอบกับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ (Plant KPI)

ผลตอบแทนแก่ผู้บริหาร เงินเดือน โบนัส และเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีดังนี้

ประเภทค่าตอบแทน ปี 2559 ปี 2558
จำนวนราย จำนวนเงิน (บาท) จำนวนราย จำนวนเงิน (บาท)
เงินเดือน 7 21,605,384 8 23,679,660
โบนัส/ เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 7 5,451,349 8 5,097,514

ผลตอบแทนอื่นสำหรับกรรมการและผู้บริหาร

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทได้มีมติอนุมัติให้บริษัทออกและจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท (โครงการ ESOP-W5) จำนวน 10,000,000 หน่วย ให้แก่กรรมการผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทและ/หรือบริษัทย่อย ใบสำคัญแสดงสิทธิโครงการ ESOP-W5 คงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 จำนวน 337,000 หน่วย

หลักธรรมาภิบาล

หลักบรรษัทภิบาล

การกำกับดูแลกิจการที่ดี หมายถึง การจัดโครงสร้าง และกลไกการบริหารจัดการภายในองค์กร เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และผู้ถือหุ้น โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

การกำกับดูแลกิจการที่ดี จะช่วยส่งเสริมให้องค์กรมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว อันนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าของผู้ถือหุ้น และร่วมสร้างประโยชน์ร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย

เคซีอี ได้กำหนดนโยบายด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้คณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงานทุกคน ยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน เพื่อส่งเสริมให้เคซีอีเป็นบริษัทที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ มีการกำกับดูแลกิจการและการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ มีคุณธรรมในการดำเนินธุรกิจ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้

การจัดโครงสร้าง และกลไกการบริหารจัดการดังกล่าว สะท้อนหลักการที่สำดัญดังต่อไปนี้

  1. ซื่อสัตย์ สุจริต (Honesty)
    ดำเนินธุรกิจและปฏิบัติงานโดยถือเอาประโยชน์ขององค์กรเป็นสำคัญ ตั้งมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์ สุจริตต่อหน้าที่ตนเอง และต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่เอารัดเอาเปรียบ รวมทั้งตระหนักว่าการทุจริตเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
  2. โปร่งใส (Transparency)
    ดำเนินธุรกิจและปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญของบริษัทอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา และพร้อมรับการตรวจสอบได้อยู่เสมอ ตลอดจนเปิดกว้างรับความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
  3. มีความเสมอภาค (Equitable Treatment)
    ดำเนินธุรกิจและปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้ พนักงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายด้วยความเสมอภาค เท่าเทียมกัน และเคารพในหลักแห่งสิทธิมนุษยชน
  4. เป็นธรรม (Fairness)
    ดำเนินธุรกิจและปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้ พนักงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายด้วยความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์ที่สมดุลร่วมกัน
  5. ยึดมั่นคำสัญญา (Accountability)
    ดำเนินธุรกิจและปฏิบัติงานด้วยความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้ พนักงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบาย ระบบงานที่ดี และข้อตกลงสัญญาที่ได้ให้ไว้กับผู้เกี่ยวข้องต่างๆ
  6. ใส่ใจดูแลสังคม (Responsibility to Society)
    ดำเนินธุรกิจโดยปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชน สังคม ตามสิทธิที่พึงได้รับ และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของบริษัท โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อการพัฒนาและเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
นโยบายการกำกับดูแลกิจการ

นโยบายการกำกับดูแลกิจการ

คณะกรรมการบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี และเชื่อมั่นว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดีจะช่วยส่งเสริมให้องค์กรมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อันเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มมูลค่าและผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น และร่วมสร้างประโยชน์ที่สมดุลสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในระยะยาว คณะกรรมการบริษัทจึงได้กำหนดนโยบายการกำกับดูแลกิจการโดยมีหลักการและแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้มีการสื่อสารให้คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทได้รับทราบและถือปฎิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมเนื้อหา 5 หมวด ดังนี้

  • หมวดที่ 1 : สิทธิของผู้ถือหุ้น
  • หมวดที่ 2 : การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน
  • หมวดที่ 3 : บทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย
  • หมวดที่ 4 : การเปิดเผยข้อมูล และความโปร่งใส
  • หมวดที่ 5 : ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ

หมวดที่ 1 : สิทธิของผู้ถือหุ้น

1. สิทธิของผู้ถือหุ้น

บริษัทฯ มีนโยบายปกป้องและรักษาสิทธิของผู้ถือหุ้นทุกกลุ่มให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ทั้งในฐานะนักลงทุนในหลักทรัพย์และฐานะเจ้าของบริษัท ปฎิบัติต่อผู้ถือหุ้นทุกกลุ่ม ทั้งผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รายย่อย ผู้ถือหุ้นต่างชาติ หรือนักลงทุนสถาบันด้วยความเสมอภาคและเท่าเทียมกันตามข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามแนวทางการปกป้องและรักษาสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยได้กำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถือหุ้นไว้ดังนี้

  1. สิทธิในการจดทะเบียนเป็นเจ้าของหุ้นของบริษัท
  2. สิทธิในการเปลี่ยนมือหรือการโอนสิทธิในหุ้นของตน
  3. สิทธิในการได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่มีนัยสำคัญของบริษัทอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ
  4. สิทธิในการเข้าร่วมประชุม เพื่อออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท
  5. สิทธิในการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการบริษัท
  6. สิทธิในการพิจารณาค่าตอบแทนของกรรมการบริษัท
  7. สิทธิในการรับส่วนแบ่งกำไรของบริษัท
  8. สิทธิในการเข้าร่วมตัดสินใจ และทราบถึงผลของการตัดสินใจของบริษัท ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยพื้นฐานของบริษัท อันได้แก่
    - การขาย หรือโอนกิจการของบริษัททั้งหมด หรือบางส่วนที่สำคัญ ให้แก่บุคคลอื่น
    - การซื้อ หรือรับโอนกิจการของบริษัทอื่น หรือบริษัทเอกชน มาเป็นของบริษัท
    - การทำ แก้ไข หรือเลิกสัญญาเกี่ยวกับการให้เช่ากิจการของบริษัททั้งหมด หรือบางส่วนที่สำคัญ การมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้ามาจัดการธุรกิจของบริษัท หรือการรวมกิจการกับบุคคลอื่นโดยมีวัตถุประสงค์จะแบ่งกำไรขาดทุนกัน
    - การเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัท หรือข้อกำหนดอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน
    - การเพิ่มทุน หรือลดทุนของบริษัท
    - การควบ หรือเลิกบริษัท
    - การออกหุ้นกู้
    - รายการพิเศษอื่นๆ ที่มิใช่รายการที่เกิดขึ้นตามปกติ

2. การประชุมผู้ถือหุ้น

ผู้ถือหุ้นมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น และออกเสียงลงมติในที่ประชุม โดยมีการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันทุกราย และจะไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการจำกัดสิทธิในการเข้าถึงสารสนเทศของบริษัท หรือการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น โดยบริษัทมีการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมผู้ถือหุ้นดังต่อไปนี้

ก่อนการประชุมผู้ถือหุ้น

  • 1. ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยสามารถเสนอเรื่องเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมผู้ถือหุ้น และสามารถเสนอชื่อบุคคลผู้มีคุณสมบัติเพื่อรับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการบริษัทได้ก่อนวันประชุม ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด
  • 2. หนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นและเอกสารประกอบการพิจารณามีข้อมูลที่สำคัญครบถ้วนและชัดเจน โดยจัดทำทั้งในรูปแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  • 3. เผยแพร่หนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นและเอกสารประกอบการประชุมต่างๆ ล่วงหน้าก่อนวันประชุมอย่างน้อย 30 วัน ทางเว็บไซต์ของบริษัท www.kcethai.in.th และมีการแจ้งผ่านระบบข่าวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • 4. จัดส่งหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นและเอกสารประกอบการประชุมต่างๆ ให้ผู้ถือหุ้นล่วงหน้าก่อนวันประชุมอย่างน้อย 21 วัน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีเวลาเพียงพอในการศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงคะแนนในวาระต่างๆ
  • 5. ผู้ถือหุ้นสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับวาระในการประชุมผู้ถือหุ้นล่วงหน้ามาที่เลขานุการบริษัท ทางอีเมลล์ tanyarat@kce.co.th หรือ ทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ดังนี้
    สำนักบริหาร
    บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)
    72, 72/1-3 นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง
    ถนนฉลองกรุง แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง
    กรุงเทพฯ 10520

วันประชุมผู้ถือหุ้น

  • 6. กำหนดวัน เวลา สถานที่ในการจัดประชุมผู้ถือหุ้น โดยคำนึงถึงความสะดวกของผู้ถือหุ้นที่จะเข้าประชุม
  • 7. นำระบบคอมพิวเตอร์ และบาร์โค้ด มาใช้ในการลงทะเบียนและนับคะแนนเสียง เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และความถูกต้อง เชื่อถือได้ของข้อมูล
  • 8. สนับสนุนให้ผู้ถือหุ้นใช้บัตรลงคะแนนเสียงในทุกวาระ
  • 9. ผู้ถือหุ้นที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง สามารถออกเสียงลงคะแนนโดยการมอบฉันทะให้กรรมการอิสระของบริษัทหรือบุคคลอื่นที่ผู้ถือหุ้นเห็นสมควรเข้าร่วมประชุมแทนได้
  • 10. ชี้แจงให้ผู้ถือหุ้นทราบหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมการประชุมผู้ถือหุ้น และการออกเสียงลงคะแนนอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มประชุม
  • 11. ไม่เพิ่มวาระการประชุมนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่สำคัญโดยไม่แจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้า
  • 12. กรรมการและผู้บริหารของบริษัทเข้าร่วมการประชุมผู้ถือหุ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสามารถซักถาม แสดงความคิดเห็น และขอรับการชี้แจงจากคณะกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้สอบบัญชีในวาระที่เกี่ยวข้อง
  • 13. เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกรรมการเป็นรายบุคคล
  • 14. ตรวจนับคะแนนเสียงและเปิดเผยผลการลงคะแนนในแต่ละวาระให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างชัดเจนและโปร่งใส

หลังการประชุมผู้ถือหุ้น

  • 15. แจ้งมติที่ประชุมและผลการลงคะแนนแต่ละวาระผ่านระบบข่าวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • 16. จัดทำรายงานการประชุมที่มีสาระสำคัญครบถ้วน เพื่อจัดส่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเผยแพร่บนเว็บไซต์บริษัทภายใน 14 วันนับแต่วันประชุม
  • 17. เผยแพร่รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นทางเว็บไซต์ของบริษัท และมีการแจ้งผ่านระบบข่าวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • 18. เผยแพร่บันทึกภาพการประชุมผู้ถือหุ้นในลักษณะสื่อวิดีทัศน์ผ่านเว็บไซต์ของบริษัทหรือจัดทำเป็นแผ่น VCD

หมวดที่ 2: การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของผู้ถือหุ้นและมีการปฎิบัติตามแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีโดยไม่คำนึงถึงเพศ อายุ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ความเชื่อ ความคิดเห็นทางการเมือง บริษัทฯ มีนโยบายการปฎิบัติต่อผู้ถือหุ้นทุกราย ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือรายย่อย ผู้ถือหุ้นต่างชาติ หรือนักลงทุนสถาบัน ให้ได้รับการปฎิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมในการใช้สิทธิ และได้ดำเนินการต่างๆ ดังนี้

1. เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นมอบฉันทะในการเข้าร่วมการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น

เพื่อรักษาสิทธิของผู้ถือหุ้น ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นไม่สามารถเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นได้ด้วยตนเอง บริษัทฯเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นมอบฉันทะให้บุคคลอื่นหรือกรรมการอิสระของบริษัท เข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนแทนได้ โดยชี้แจงรายละเอียดเงื่อนไขการมอบฉันทะในการเข้าร่วมประชุมไว้ในเอกสารเชิญประชุม โดยให้ข้อมูลทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งเอกสารที่จัดส่งให้กับผู้ถือหุ้นต่างชาติจะได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ

2. การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหุ้น

บริษัทฯ ปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นทุกรายอย่างเท่าเทียมกันทั้งผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รายย่อย และผู้ถือหุ้นต่างชาติ ไม่มีการปฏิบัติใดๆที่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิในการเข้าร่วมประชุมของผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นทุกคนย่อมมีสิทธิเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นตลอดระยะเวลาการประชุม ในการประชุมมีการจัดสรรเวลาอย่างเพียงพอและเหมาะสมในแต่ละวาระ มีการเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิอย่างเท่าเทียมกันในการซักถามและแสดงความคิดเห็น และได้ใช้สิทธิแต่งตั้งกรรมการเป็นรายบุคคล

บริษัทฯ จัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล ต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ถือหุ้น อธิบายขั้นตอนการลงทะเบียน การเก็บบัตรลงคะแนนเสียง การส่งคำถาม และให้ความช่วยเหลือผู้ถือหุ้นในด้านอื่นๆ และจัดให้มีการเลี้ยงรับรองที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นที่มาร่วมประชุม

3. การกำกับดูแลเพื่อป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน

บริษัทฯ กำหนดให้มีนโยบายในการควบคุมเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลภายในและการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท (INSIDE TRADING) เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและยุติธรรมแก่ผู้ถือหุ้นทุกราย และป้องกันมิให้กรรมการและผู้บริหารหาผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือผู้อื่นในทางมิชอบ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ต้องไม่ซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ในช่วงก่อนเปิดเผยงบการเงินแก่สาธารณชน เป็นเวลา 1 เดือน และหลังประกาศงบการเงินเป็นเวลา 3 วัน และกำหนดให้กรรมการและผู้บริหารมีหน้าที่จัดทำและเปิดเผยรายงานการถือหลักทรัพย์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ของบริษัทฯต่อห่วยงานกำกับดูแลให้รับทราบตามเกณฑ์ที่กำหนด และจัดส่งรายงานดังกล่าวให้แก่คณะกรรมการเป็นประจำ ทั้งนี้ หาก กรรมการ ผู้บริหารและพนักงานรายใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามนโยบายด้านการดูแลการใช้ข้อมูลภายในที่กล่าวข้างต้นนี้ ถือเป็นความผิดทางวินัยตามระเบียบบริษัท และอาจมีโทษตามกฎหมาย

4. การกำกับดูแลด้านความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการทำรายการระหว่างกัน

บริษัทมีนโยบายที่จะไม่ให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน ใช้โอกาสจากการเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานบริษัท แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน โดยห้ามไม่ให้มีการประกอบธุรกิจที่แข่งขันกับบริษัทและ หลีกเลี่ยงการทำรายการที่เกี่ยวโยงกับตนเอง หรือบุคคล/นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท หรือในกรณีที่จำเป็นต้องทำรายการเช่นนั้น คณะกรรมการบริษัทมีหน้าที่ดูแลให้บริษัทมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและการเปิดเผยข้อมูลรายการที่เกี่ยวโยงกันตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องทำรายการที่เกี่ยวโยง รายการนั้นจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการค้าทั่วไปตามหลักการที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติ ด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม เสมอเหมือนกับการทำรายการกับบุคคลภายนอกและคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบริษัท ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นรายการที่เกี่ยวโยงที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการค้าทั่วไปซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ต้องผ่านการสอบทานและให้ความเห็นจากคณะกรรมการตรวจสอบ ก่อนนำเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้น

หมวดที่ 3 : บทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย

บริษัทตระหนักถึงความรับผิดชอบที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยส่งเสริมให้มีการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความเป็นธรรม และยึดถือประโยชน์ร่วมกันระหว่างบริษัทและผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ เป็นสำคัญ โดยมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม และห้ามไม่ให้กระทำการใดๆที่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย ดังนี้

3.1 การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มหลักๆของบริษัท

  • ผู้ถือหุ้น: สร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยมีผลการดำเนินงานที่ดีและมีประสิทธิภาพ มีระบบการตรวจสอบภายในและระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิผล เคารพสิทธิของผู้ถือหุ้นในการได้รับข้อมูลที่จำเป็นโดยเท่าเทียมกัน เปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม
  • พนักงาน: ดูแลและปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรมและเหมาะสม ทั้งในด้านโอกาสในความก้าวหน้า ผลตอบแทนการปฏิบัติงาน สวัสดิการต่างๆ การแต่งตั้งโยกย้าย การพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนการควบคุมดูแลสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพนักงาน เปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากพนักงาน และมีการปฏิบัติต่อพนักงานทุกระดับด้วยความเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ และเคารพในหลักสิทธิมนุษยชนสากล
  • ลูกค้า: สร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าด้วยการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและบริการที่ดี โดยปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรมและเหมาะสม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริการอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง สำรวจความพึงพอใจของลูกค้า เพื่อนำผลที่ได้มาพัฒนาปรับปรุงการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
  • คู่ค้า: ปฏิบัติกับคู่ค้าด้วยความเสมอภาคและคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน พัฒนาและรักษาสัมพันธภาพ ที่ยั่งยืนกับคู่ค้า และสร้างความเชื่อถือซึ่งกันและกัน โดยบริษัทยึดถือปฏิบัติตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเป็นอิสระระหว่างบริษัทและคู่ค้าในระบบการจัดหาที่โปร่งใส มีขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้ มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการค้าและสัญญาที่ตกลงกันไว้
  • เจ้าหนี้: ปฏิบัติต่อเจ้าหนี้ทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้อย่างเคร่งครัด ให้ความช่วยเหลือในลักษณะเอื้ออำนวยผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน เพื่อผลสำเร็จทางธุรกิจโดยรวม รวมทั้งให้ข้อมูลที่เป็นจริงและบอกถึงความเสี่ยงที่อาจเป็นไป ควบคุมให้มีการชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้เงินกู้ยืมทุกประเภทอย่างครบถ้วนตามกำหนดเวลา และปฏิบัติตามเงื่อนไขการกู้ยืมเงินตามข้อตกลงอย่างครบถ้วน
  • คู่แข่งทางการค้า: ดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบกติกาของการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่แสวงหาข้อมูลที่เป็นความลับของคู่แข่งทางการค้าด้วยวิธีการที่ไม่สุจริตหรือไม่เหมาะสม และไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น หรือคู่แข่งทางการค้า
  • สิ่งแวดล้อม สังคมและชุมชน: ปฏิบัติตามกฎหมาย และ/หรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดูแลป้องกันมิให้การดำเนินงานของบริษัทก่อให้เกิดความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมและสร้างสรรค์สังคม ทั้งในส่วนของการพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมด้านการศึกษา การประหยัดพลังงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อความเจริญก้าวหน้าต่อสังคมโดยรวม

3.2 การปฏิบัติต่อสิทธิมนุษยชน

บริษัทยอมรับในสิทธิความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกหรือคำนึงถึงความแตกต่าง ยอมรับในการใช้สิทธิของพนักงานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายทั่วไปหรือรัฐธรรมนูญ ตลอดจนจะไม่กระทำการใดๆที่จะเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิ บริษัทมีนโยบายอย่างชัดเจนในการส่งเสริมและสนับสนุนหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด และไม่กระทำการใดที่เป็นการละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชน

3.3 การปฏิบัติเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา หรือลิขสิทธิ์

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นผลงานที่เกิดจากความรู้ ความสามารถของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ บริษัทต้องตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลหรือผลงานต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในบริษัทนั้น จะต้องไม่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นโดยเด็ดขาด บริษัทไม่อนุญาตให้พนักงานใช้ซอฟท์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ ผิดกฎหมาย ในการทำงานในทุกกรณี พนักงานที่ปฏิบัติงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัท จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดจากเจ้าของลิขสิทธิและใช้เฉพาะเท่าที่ได้รับอนุญาตจากบริษัทเท่านั้น

ทั้งนี้ บริษัทต้องจัดให้มีช่องทางการรับข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยมีกระบวนการจัดการกับข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และโปร่งใส

หมวดที่ 4 : การเปิดเผยข้อมูล และความโปร่งใส

1. การเปิดเผยข้อมูล

  • ให้ความสำคัญต่อการเปิดเผยข้อมูลที่มีความถูกต้อง ครบถ้วน โปร่งใส ทั่วถึง และทันเวลา ทั้งข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่ไม่ใช่ทางการเงิน เพื่อให้นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายมีข้อมูลที่เชื่อถือได้และเพียงพอประกอบการตัดสินใจอย่างสม่ำเสมอ
  • เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของบริษัท ที่เป็นประโยชน์แก่นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน นักวิเคราะห์ และบุคคลทั่วไป ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างเท่าเทียม เป็นธรรม และทั่วถึง ผ่านหลายช่องทางการสื่อสาร เช่น เว็บไซต์ของบริษัท ระบบการแจ้งข่าวผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การแถลงผลประกอบการประจำไตรมาส การแถลงแผนงานในการดำเนินธุรกิจของบริษัท รายงานประจำปี เป็นต้น
  • ข้อมูลที่สำคัญที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน อาทิ แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) รายงานประจำปี (แบบ 56-2) ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่และสิทธิในการออกเสียง ข้อมูลเกี่ยวกับกรรมการและคณะกรรมการชุดย่อยชุดต่างๆ สารสนเทศแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นโยบายการจ่ายเงินปันผล นโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัท จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ กิจกรรมและแผนการดำเนินงานต่างๆ ของบริษัท เป็นต้น

2. ผู้มีหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูล

  • ประธานกรรมการบริษัทเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลของบริษัท แถลงข่าวสารของบริษัท หรือประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับข้อมูลสำคัญของบริษัท ประธานกรรมการอาจมอบหมายให้กรรมการผู้จัดการ กรรมการบริษัท หรือผู้บริหารแต่ละสายงาน เป็นผู้เปิดเผยข้อมูลของบริษัท หรือรับหน้าที่ในการแถลงข่าวที่เป็นประเด็นสำคัญของบริษัทแก่นักลงทุน นักวิเคราะห์ หรือสื่อมวลชน ทั้งนี้ โดยต้องยึดถือหลักการด้านความถูกต้อง ครบถ้วน ทันต่อเวลา และเท่าเทียมกัน
  • เลขานุการบริษัท รับผิดชอบในการเปิดเผยสารสนเทศที่สำคัญต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้น และนักลงทุน
  • ผู้บริหารระดับสูงในสายงานการเงิน และหน่วยงานนักลงทุนสัมพันธ์ รับผิดชอบในการให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามของผู้ถือหุ้น นักลงทุน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และบุคคลทั่วไป เกี่ยวกับข้อมูลทางการเงิน ผลการดำเนินงาน ลักษณะการประกอบธุรกิจ นโยบายบริษัท แผนงานและการลงทุน โครงสร้างการถือหุ้น ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของผลการดำเนินงานที่สำคัญ
  • ผู้ที่ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท หรือ ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากประธานกรรมการบริษัท หรือจากกรรมการผู้จัดการ ห้ามเปิดเผยข้อมูลภายในที่อาจมีผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัท รวมถึงข้อมูลที่อาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท

3. ผู้สอบบัญชี และการจัดทำรายงานทางการเงิน

งบการเงินของบริษัทและบริษัทย่อยได้รับการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีที่มีความเป็นอิสระ มีความรู้ความชำนาญ และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนด เพื่อให้ความมั่นใจแก่คณะกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นว่างบการเงินของบริษัทและบริษัทย่อยสะท้อนฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทได้ตามความเป็นจริง โดยบริษัทมีนโยบายในการเปลี่ยนแปลงผู้สอบบัญชีทุกรอบระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้การให้ความเห็นของผู้สอบบัญชีมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง

คณะกรรมการบริษัทให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่องบการเงินของบริษัทและบริษัทย่อย ซึ่งจัดทำขึ้นตามมาตรฐานและหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป โดยใช้นโยบายการบัญชีที่เหมาะสมตามหลักความระมัดระวัง ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อให้สามารถสะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัทตามความเป็นจริง คณะกรรมการบริษัทจัดให้มีการรายงานผลการดำเนินงาน และเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญอย่างโปร่งใสและเพียงพอ โดยรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและนักลงทุน นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้งให้คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่สอบทานความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของรายงานทางการเงิน รวมทั้งระบบควบคุมภายในให้เป็นไปอย่างเพียงพอและเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่างบการเงินของบริษัทสามารถเชื่อถือได้

หมวดที่ 5: ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ

1. โครงสร้างคณะกรรมการบริษัท

  • คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน โดยต้องประกอบด้วยกรรมการอิสระอย่างน้อย 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 3 คน และกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด ต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
  • คณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควร จะเลือกกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นรองประธานกรรมการก็ได้ โดยรองประธานกรรมการมีหน้าที่ตามข้อบังคับบริษัทซึ่งประธานกรรมการมอบหมาย
  • ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการไม่เป็นบุคคลเดียวกัน เพื่อให้มีการแบ่งแยกบทบาทอย่างชัดเจนและมีการถ่วงดุลอำนาจในการดำเนินงาน
  • การแต่งตั้งกรรมการบริษัทให้เป็นไปตามกฎหมายข้อบังคับและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยจะต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสและชัดเจน
    1. กรณีที่มีกรรมการครบวาระออกจากตำแหน่งกรรมการ ให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาแต่งตั้งกรรมการโดยมติการแต่งตั้งกรรมการ ต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและออกเสียงลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
    2. กรณีที่ตำแหน่งกรรมการว่างลงเนื่องจากเหตุอื่นนอกจากการครบวาระออกจากตำแหน่งกรรมการให้คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเข้าเป็นกรรมการแทนในการประชุมคณะกรรมการคราวถัดไป เว้นแต่วาระของกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งจะเหลือน้อยกว่า 2 เดือน โดยบุคคลซึ่งเข้าเป็นกรรมการแทนจะอยู่ในตำแหน่งกรรมการได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน ทั้งนี้ มติการแต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นกรรมการแทนดังกล่าว ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนกรรมการที่ยังเหลืออยู่
  • โครงสร้างคณะกรรมการประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถที่หลากหลาย มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ โดยไม่จำกัดเพศ เชื้อชาติ ศาสนา อายุ หรือทักษะทางวิชาชีพ

2. คุณสมบัติของกรรมการ

  • กรรมการต้องเป็นบุคคลธรรมดา และ
    1. บรรลุนิติภาวะ
    2. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
    3. ไม่เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ได้กระทำโดยทุจริต
    4. ไม่เคยถูกลงโทษไล่ออก หรือปลดออกจากราชการ หรือองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ ฐานทุจริตต่อหน้าที่
  • กรรมการต้องมีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ และมีเวลาอย่างเพียงพอที่จะอุทิศให้กับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการอย่างเต็มที่
  • กรรมการสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการในกิจการอื่นได้ แต่ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการของบริษัท โดยกำหนดให้กรรมการควรดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ไม่เกิน 5 บริษัท และจำกัดจำนวนบริษัทจดทะเบียนและบริษัทย่อยที่ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนที่กรรมการแต่ละคนจะดำรงตำแหน่งกรรมการได้ไม่เกิน 5 บริษัท
  • กรรมการต้องไม่กระทำการใดๆ ที่มีลักษณะเข้าไปบริหารหรือจัดการในกิจการอื่น อันจะก่อให้เกิดการบั่นทอนผลประโยชน์ของบริษัท หรือเอื้อประโยชน์ให้บุคคลหรือนิติบุคคลใด ไม่ว่าจะทำเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น

3. วาระการดำรงตำแหน่งกรรมการ

  • กำหนดให้กรรมการแต่ละคนมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี
  • ในการประชุมสามัญประจำปีทุกครั้ง ให้กรรมการออกจากตำแหน่ง 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด ถ้าจำนวนกรรมการที่จะแบ่งออกให้ตรงเป็นสามส่วนไม่พอดี ให้ออกจำนวนใกล้ที่สุดกับส่วน 1 ใน 3
  • กรรมการที่ครบกำหนดวาระ อาจได้รับการพิจารณาเลือกตั้งให้เป็นกรรมการบริษัทต่อไปได้
  • นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระแล้ว กรรมการจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
    1. ตาย
    2. ลาออก
    3. ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัท
    4. ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติให้ออกจากตำแหน่ง ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียง และมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นที่ถือโดยผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง
    5. ศาลมีคำสั่งให้ออก
  • กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่ง ให้ยื่นใบลาออกต่อบริษัท

4. การสรรหากรรมการ

  • คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนเป็นผู้สรรหาและพิจารณากลั่นกรองบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการบริษัทให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณา
  • ขั้นตอนและการดำเนินการสรรหาเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม ภายใต้กฎหมายและข้อกำหนดว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชนจำกัด กฎบัตรคณะกรรมการบริษัท และนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตลอดจนหลักเกณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้อง (รายละเอียดได้แสดงไว้ในหัวข้อ “การสรรหากรรมการ”)

5. หน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ

  1. บริหารกิจการให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ถือหุ้น (Fiduciary Duty) โดยยึดถือแนวปฎิบัติสำคัญ 4 ประการ คือ
    1.1 การปฎิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง (Duty of Care)
    1.2 การปฎิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (Duty of Loyalty)
    1.3 การปฎิบัติตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (Duty of Obedience)
    1.4 การเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และโปร่งใส (Duty of Disclose)
  2. กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย แผนการดำเนินงาน แผนงบประมาณ และควบคุมการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารให้เป็นไปตามนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและก่อประสิทธิผลเพื่อความมั่นคงและผลประโยชน์ที่สมดุลย์และยั่งยืนของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  3. กำกับดูแลและสอบทานให้มีระบบรายงานทางการเงินที่โปร่งใส ถูกต้อง และเพียงพอ
  4. ปฏิบัติตามหลักการการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทอย่างเคร่งครัด
  5. พิจารณาค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น
  6. กำกับดูแลกระบวนการแต่งตั้งและเลือกตั้งกรรมการบริษัทให้มีความโปร่งใสและชัดเจน
  7. กำหนดนโยบายด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี และกำกับดูแลและพัฒนาบรรษัทภิบาลของบริษัทเพื่อให้ไปสู่มาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล
  8. พิจารณาอนุมัติรายการที่สำคัญตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ตามที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทกำหนด รวมถึงพิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายลงทุนที่มีวงเงินมากกว่า 400 ล้านบาท
  9. พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยต่างๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบของคณะกรรมการตามความเหมาะสมและความจำเป็น โดยมีการติดตามผลการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดย่อยอย่างสม่ำเสมอ
  10. จัดให้มีหน่วยงานตรวจสอบภายใน และระบบการควบคุมภายใน ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  11. จัดให้มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถประเมิน ติดตาม และบริหารความเสี่ยงที่สำคัญได้
  12. จัดให้มีเลขานุการบริษัทเพื่อช่วยดูแลกิจกรรมต่างๆ ของคณะกรรมการและช่วยให้คณะกรรมการและบริษัทปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
  13. จัดให้มีจรรยาบรรณของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน เพื่อเป็นมาตรฐานความประพฤติที่เหมาะสม และเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัท
  14. จัดให้มีการดำเนินงานตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และสนับสนุนให้มีการสื่อสารไปสู่พนักงานทุกระดับในองค์กรให้ได้รับทราบและยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
  15. จัดให้มีกระบวนการที่ชัดเจนและโปร่งใสเกี่ยวกับการทำรายการระหว่างกัน
  16. จัดให้มีกระบวนการป้องกันการทุจริต คอรรัปชั่น
  17. จัดให้มีการกำหนดแผนการสืบทอดตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
  18. จัดให้มีการทบทวนและปรับปรุงนโยบายและแผนงานที่สำคัญต่างๆ ให้เป็นปัจจุบันและเหมาะสมกับสภาพธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ
  19. จัดให้มีการทบทวนและแก้ไขกฎบัตรคณะกรรมการบริษัทให้สอดคล้องกับสถานการณ์
  20. ประเมินผลการฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทเป็นประจำทุกปีโดยรวม และประเมินตนเองเป็นรายบุคคล
  21. เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริษัทและการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย โดยกรรมการที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ จะต้องแจ้งให้กรรมการบริษัทหรือเลขานุการบริษัททราบล่วงหน้าก่อนการประชุม
  22. ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดเกี่ยวกับกิจการของบริษัทตามที่ผู้ถือหุ้นมอบหมาย

6. การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อย

คณะกรรมการบริษัทจะแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อย เพื่อช่วยกำกับดูแลและกลั่นกรองงานที่มีความสำคัญในด้านต่างๆ โดยกำหนดให้รายงานผลการปฏิบัติงานต่อคณะกรรมการบริษัทเป็นประจำ คณะกรรมการชุดย่อยประกอบด้วย

  1. คณะกรรมการตรวจสอบ
    คณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งผ่านการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริษัทประกอบด้วย กรรมการอิสระอย่างน้อย 3 คน และอย่างน้อย 1 คนต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เพียงพอจะสอบทานความน่าเชื่อถือของงบการเงินได้ โดยคณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่สอบทานให้บริษัทมีการรายงานทางการเงินอย่างถูกต้อง ครบถ้วน เพียงพอ เชื่อถือได้ และทันเวลา พิจารณารายการที่เกี่ยวโยงกันและรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่ารายการมีความสมเหตุสมผลและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อบริษัท โดยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้ถูกต้องและครบถ้วน สอบทานให้บริษัทมีระบบควบคุมภายในและการตรวจสอบภายในที่มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ พิจารณาคัดเลือกผู้สอบบัญชีและสอบทานรายงานซึ่งผู้สอบบัญชีได้จัดทำ ดูแลติดตามให้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมให้บริษัทมีกระบวนการกำกับดูแลกิจการที่ดี และมีกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ
  2. คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
    คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนซึ่งผ่านการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริษัท ประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่า 3 คน โดยมีกรรมการอิสระจำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งคณะ และประธานกรรมการต้องเป็นกรรมการอิสระ โดยคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนมีหน้าที่ ดังนี้

    หน้าที่ในการสรรหา : พิจารณาโครงสร้าง ขนาด และองค์ประกอบคณะกรรมการบริษัทให้มีความเหมาะสมกับองค์กร และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป พิจารณานโยบายการสรรหากรรมการและผู้บริหารระดับสูง สรรหา คัดเลือกและเสนอบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ มีคุณธรรม จริยธรรมและคุณสมบัติเหมาะสมที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการและ/หรือผู้บริหารแล้วแต่กรณี เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเสนอรายชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการบริษัท ดูแลให้มีแผนสืบทอดตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงของผู้บริหารระดับสูง ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องอื่นตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมาย

    หน้าที่ในการกำหนดค่าตอบแทน : พิจารณารูปแบบและหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ แก่กรรมการบริษัท กรรมการชุดย่อย และกรรมการผู้จัดการให้มีความชัดเจน เป็นธรรม เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบ และปัจจัยแวดล้อมอื่นที่เกี่ยวข้อง พิจารณากำหนดค่าตอบแทนแก่กรรมการบริษัทและกรรมการชุดย่อยเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทและที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติ รวมทั้งพิจารณากำหนดเป้าหมายและประเมินผลการปฏิบัติงานของกรรมการผู้จัดการ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทพิจารณา ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องอื่นตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมาย
  3. คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
    คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรซึ่งผ่านการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริษัท โดยประกอบด้วยกรรมการที่เป็นตัวแทนจากฝ่ายบริหาร โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ เป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรมีหน้าที่พิจารณานโยบาย กลยุทธ์ โครงสร้าง และกรอบการจัดวางระบบการบริหารความเสี่ยงในระดับองค์กร สนับสนุนการบริหารงานของผู้บริหารระดับสูงโดยกำหนดโครงสร้างของการบริหารความเสี่ยงให้ครอบคลุมทั้งองค์กร พิจารณาปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจให้ครอบคลุมทุกมิติ สอบทานความเสี่ยง ติดตาม และประเมินความเพียงพอ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการจัดการความเสี่ยงในภาพรวมระดับกลยุทธ์ ประเมินความเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบร้ายแรงต่อองค์กร เพื่อจัดให้มีการดำเนินการที่เหมาะสมในการจัดการความเสี่ยงนั้นๆ ตลอดจน ให้ข้อเสนอแนะและให้ความเห็นชอบในการบริหารความเสี่ยงขององค์กร
  4. คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ
    คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ ประกอบด้วยกรรมการที่เป็นกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูง มีกรรมการอิสระเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการ โดยมีหน้าที่กำหนดและทบทวนนโยบาย ข้อกำหนด และวีธีการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี กำหนดนโยบายและวางแผนเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคม ประชุมติดตามความคืบหน้าของแผนงานบรรษัทภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคม ตรวจประเมินภายในด้วยเกณฑ์บรรษัทภิบาล เพื่อกำหนดประเด็นที่ควรปรับปรุง เป็นตัวแทนบริษัทในการสื่อสารและการดำเนินกิจกรรมด้านบรรษัทภิบาลทั้งกับผู้บริหาร พนักงานและหน่วยงานภายนอก
  5. กรรมการผู้จัดการ
    กรรมการผู้จัดการเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริษัท มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารและจัดการบริษัทให้มีการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ และพันธกิจที่กำหนดไว้ โดยมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ภายใต้กฎหมาย วัตถุประสงค์ และข้อบังคับของบริษัท ตลอดจนมติคณะกรรมการและมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ กรรมการผู้จัดการอาจจะไปดำรงตำแหน่งกรรมการที่บริษัทอื่นได้ แต่ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้จัดการของบริษัท และกิจการนั้นต้องไม่เป็นธุรกิจประเภทเดียวกัน หรือเป็นการแข่งขันกับธุรกิจของบริษัท โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทก่อนไปดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทอื่น

7. การประชุมคณะกรรมการ

  • คณะกรรมการต้องประชุมเป็นประจำเดือนละครั้ง โดยกำหนดวันประชุมล่วงหน้าตลอดทั้งปี และอาจมีการประชุมวาระพิเศษตามความจำเป็น
  • กรรมการอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป มีสิทธิร้องขอให้เรียกประชุม ทั้งนี้ ประธานกรรมการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะต้องกำหนดวันประชุมภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ
  • การเรียกประชุมคณะกรรมการให้ประธานกรรมการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายส่งหนังสือนัดประชุม โดยระบุวัน เวลา สถานที่ และกิจการที่จะประชุมไปยังกรรมการทุกคนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนวันประชุม เว้นแต่ในกรณีจำเป็นรีบด่วนเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของบริษัทจะแจ้งการนัดประชุมโดยวิธีอื่น และกำหนดวันประชุมให้เร็วกว่านั้นก็ได้
  • การประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ทั้งนี้ ประธานกรรมการจะทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม หากในการประชุมคราวใดประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
  • การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมคณะกรรมการ ให้ถือเสียงข้างมากโดยกรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งเสียงในการลงคะแนน และถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มมากขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด ทั้งนี้ กรรมการที่มีส่วนได้เสียในวาระใดไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในวาระนั้น
  • คณะกรรมการมีอำนาจเชิญฝ่ายจัดการ ผู้บริหาร หรือ บุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของบริษัทมาให้ความเห็น เข้าร่วมประชุม หรือให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา
  • กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหารต้องประชุมร่วมกัน โดยไม่มีฝ่ายจัดการเข้าร่วม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบ
  • ให้เลขานุการบริษัทหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายทำหน้าที่จดบันทึกการประชุม

8. เลขานุการบริษัท

เพื่อสนับสนุนและดูแลกิจกรรมต่างๆ ของคณะกรรมการให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล กำหนดให้เลขานุการบริษัทมีหน้าที่ ดังนี้

  • 1. จัดทำและเก็บรักษาเอกสารดังต่อไปนี้
    • 1.1 ทะเบียนกรรมการ
    • 1.2 หนังสือนัดประชุมคณะกรรมการ รายงานการประชุมคณะกรรมการ และรายงานประจำปีของบริษัท
    • 1.3 หนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น และรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น
  • 2. เก็บรักษารายงานการมีส่วนได้เสียที่รายงานโดยกรรมการหรือผู้บริหาร
  • 3. จัดส่งสำเนารายงานการมีส่วนได้เสียของกรรมการและผู้บริหาร หรือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องให้ประธานกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบทราบภายใน 7 วันทำการนับแต่วันที่บริษัทได้รับรายงานนั้น
  • 4. ดำเนินการอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด
  • 5. จัดการประชุมผู้ถือหุ้น และประชุมคณะกรรมการให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับของบริษัทฯ และข้อพึงปฏิบัติต่างๆ
  • 6. ร่างนโยบายด้านการบริหารต่างๆ
  • 7. บันทึกรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น และการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ รวมทั้งติดตามผลให้มีการปฏิบัติตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น และที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ
  • 8. ดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลและรายงานสารสนเทศในส่วนที่รับผิดชอบต่อหน่วยงานที่กำกับบริษัทฯตามระเบียบ และข้อกำหนดของหน่วยงานทางการ
  • 9. ดูแลให้บริษัทฯ และคณะกรรมการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ของสำนักคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • 10. ส่งเสริมให้บริษัทฯมีมาตรฐานด้านบรรษัทภิบาลที่เหมาะสม
  • 11. ติดต่อสื่อสารกับผู้ถือหุ้นทั่วไปให้ได้รับสิทธิต่างๆของผู้ถือหุ้นและข่าวสารของบริษัทฯ
  • 12. ดูแลกิจกรรมของคณะกรรมการบริษัทฯ

9. การประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ

คณะกรรมการได้จัดให้มีการประเมินตนเองในผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริษัททั้งคณะ เพื่อให้การประเมินผลสามารถสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและใช้เป็นกรอบในการตรวจสอบการปฏิบัติงานในหน้าที่ของคณะกรรมการโดยสม่ำเสมอ และทำการประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นประจำทุกปี โดยมีประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการเปรียบเทียบกับบรรทัดฐาน ทั้งนี้ คณะกรรมการได้มีการนำผลการประเมินมาร่วมกันพิจารณาและกำหนดแนวทางปรับปรุงการทำงานต่อไป

10. การกำหนดค่าตอบแทนกรรมการ

คณะกรรมการกำหนดรูปแบบและหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ แก่กรรมการที่ชัดเจน และนำเสนอขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น โดยมีคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองจำนวนเงินค่าตอบแทนแต่ละปีอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมอื่นที่เกี่ยวข้องและประโยชน์ที่ได้รับจากกรรมการแต่ละคน โดยให้อยู่ในระดับที่เทียบเคียงได้กับที่ปฏิบัติในอุตสาหกรรมเดียวกัน

11. การอบรมและพัฒนาความรู้กรรมการ

กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่จะได้รับทราบข้อมูลบริษัท กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ และข้อมูลธุรกิจที่สำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ รายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัท และรายงานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบย้อนหลัง มีการแนะนำให้รู้จักคณะกรรมการและผู้บริหาร นอกจากนี้ มีการส่งเสริมให้กรรมการได้รับการอบรมและเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาที่เป็นการเพิ่มพูนความรู้ต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ

12. แผนการสืบทอดงาน

คณะกรรมการกำหนดให้มีแผนการสืบทอดตำแหน่งของกรรมการผู้จัดการและผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อรักษาความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน องค์กร ตลอดจนพนักงาน เกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัทว่าจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดให้มีการทบทวนแผนการสืบทอดตำแหน่งเป็นประจำทุกปี

13. การต่อต้านการทุจริต

บริษัทมี “นโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่น” เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ และพัฒนาสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน โดยห้ามกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทดำเนินการหรือยอมรับการคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบทั้งทางตรงหรือทางอ้อม โดยครอบคลุมถึงทุกธุรกิจในทุกประเทศและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้มีการสอบทานการปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นนี้อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนทบทวนแนวทางการปฏิบัติ และข้อกำหนดในการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ระเบียบ ข้อบังคับ และข้อกำหนดของกฎหมาย

การดูแลให้มีการปฏิบัติตาม

กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัทอย่างเคร่งครัดด้วยความเข้าใจ ยึดมั่น และยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของวินัยในการปฏิบัติงาน ดูแลและระมัดระวังมิให้ตนเองและผู้ร่วมงานมีการประพฤติที่ขัดต่อจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการ โดยกระบวนการกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามมีดังนี้

กรรมการและผู้บริหาร

  1. ส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัท
  2. สร้างวัฒนธรรมการทำงานให้เป็นไปตามจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัทด้วยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
  3. รับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของพนักงาน เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ ของบริษัทให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
  4. ดูแลให้มีการปฏิบัติงานตามจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัท

คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ

  1. สื่อสารและดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการแก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานอย่างครบถ้วน ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ
  2. ตรวจประเมินภายในด้วยเกณฑ์บรรษัทภิบาล เพื่อกำหนดประเด็นที่ควรปรับปรุง
  3. ตรวจประเมินความพอเพียงและความเหมาะสมของจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับภาวการณ์และสภาพธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล

  1. ชี้แจงและให้คำแนะนำแก่พนักงานให้ทราบถึงหน้าที่ในการปฏิบัติตามจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัท
  2. จัดให้พนักงานใหม่ได้รับจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัท
  3. ติดตามและจัดเก็บแบบรับทราบและถือปฏิบัติตามจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่พนักงานลงนามรับทราบแล้ว

ส่วนงานตรวจสอบภายใน

  1. สอบทานข้อมูลเบื้องต้นในกรณีที่มีหรือเชื่อได้ว่าอาจจะมีการไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการ และรายงานให้คณะกรรมการตรวจสอบทราบ
  2. ติดตามและประสานงานให้มีการแก้ไขการไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการโดยเร็ว และรายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการตรวจสอบทราบ

วินัย

จรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัทถือเป็นส่วนหนึ่งของวินัยที่บุคลากรทุกระดับของบริษัทต้องยึดถือและปฏิบัติตาม โดยมีสาระสำคัญที่ควรทราบดังนี้

  1. ศึกษา ทำความเข้าใจ และทบทวนจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วนและสม่ำเสมอ
  2. ปฏิบัติตามจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัทอย่างเคร่งครัด
  3. ส่งเสริม สนับสนุน และดูแลให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัท
  4. หากมีการฝ่าฝืนหรือละเว้นการปฏิบัติตามจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัท ย่อมถูกสอบสวนและพิจารณาโทษทางวินัยตามระเบียบของบริษัท
  5. ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินการที่ฝ่าฝืนหรือละเว้นการปฏิบัติตามจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัท
  6. กรณีไม่แน่ใจว่าการดำเนินการหรือพฤติการณ์ใดที่ตนเองกำลังมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจะขัดต่อจรรยาบรรณและนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัทหรือไม่ ให้ตั้งคำถามนั้นกับตนเองดังนี้
    • การกระทำนั้นขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีหรือไม่
    • การกระทำนั้นขัดต่อนโยบาย ค่านิยม หลักบรรษัทภิบาลและภาพลักษณ์ของบริษัทหรือไม่
    • การกระทำนั้นส่งผลเสียต่อผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทหรือไม่
    • การกระทำนั้นจะก่อให้เกิดแนวปฏิบัติที่ไม่ดีในอนาคตหรือไม่

    “หากการกระทำนั้นขัดต่อสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นให้ยุติการกระทำ”

นิยาม

  • บริษัท หมายถึง บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย
  • บริษัทย่อยลำดับเดียวกัน หมายถึง บริษัทย่อยตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไปที่มีบริษัทใหญ่เป็นบริษัทเดียวกัน
  • บุคลากรของบริษัท หมายถึง กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท
  • กรรมการ หมายถึง กรรมการของบริษัท
  • กรรมการที่มีส่วนร่วมบริหารงาน หมายถึง กรรมการที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหาร กรรมการที่ทำหน้าที่รับผิดชอบเยี่ยงผู้บริหาร และกรรมการที่มีอำนาจลงนามผูกผัน เว้นแต่แสดงได้ว่าเป็นการลงนามผูกผันตามรายการที่คณะกรรมการมีมติอนุมติไว้แล้ว และเป็นการลงนามร่วมกับกรรมการรายอื่น
  • กรรมการอิสระ หมายถึง กรรมการที่มีความเป็นอิสระจากการควบคุมของผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับการตัดสินใจของผู้บริหาร

    ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนด นิยามความเป็นอิสระของกรรมการ ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ดังนี้
    • ต้องถือหุ้นไม่เกิน 0.5% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทฯ บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม หรือนิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง (นับรวมบุคคลที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 258 ตามกฎหมายหลักทรัพย์)
    • ไม่เป็นกรรมการที่มีส่วนร่วมในด้านต่างๆ ดังนี้
      - การบริหารงาน
      - พนักงาน หรืออดีตพนักงานของผู้ตรวจสอบบัญชีภายนอก
      - ผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกับบริษัทฯ รวมถึงผู้ตรวจสอบ ที่ปรึกษากฎหมาย หรือผู้ให้บริการทางวิชาชีพใดๆ
      - พนักงานบริษัทฯ
      - ผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทฯ บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม บริษัทย่อยลำดับเดียวกัน
      - นิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง (ปัจจุบันและช่วง 2 ปีก่อนได้รับการแต่งตั้ง)
      - ผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทฯในช่วงระยะ 2 ปี
    • ไม่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เช่นเป็นลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้-ลูกหนี้การค้า เจ้าหนี้-ลูกหนี้เงินกู้ เป็นต้น รวมทั้งไม่มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งในด้านการเงินและการบริหารงานของบริษัทฯ และบริษัทในกลุ่ม บริษัทร่วมหรือนิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งในลักษณะที่จะทำให้ขาดความเป็นอิสระ
    • ไม่เป็นญาติสนิทหรือมีความสัมพันธ์ที่อาจทำให้ขาดความเป็นอิสระกับผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ บริษัทในกลุ่ม บริษัทร่วม หรือนิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง
    • ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกรรมการ หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่
  • ผู้บริหาร หมายถึง ผู้บริหารของบริษัทตั้งแต่ระดับผู้จัดการขึ้นไป
  • พนักงาน หมายถึง พนักงานลำดับถัดลงมาจากผู้บริหาร ทั้งที่เป็นพนักงานประจำ พนักงานสัญญาจ้าง และพนักงานชั่วคราวของบริษัท
  • คู่ค้า หมายถึง ผู้จัดหาสินค้าและบริการให้กับบริษัท ผู้รับเหมา ผู้รับเหมาช่วง
  • ลูกค้า หมายถึง ผู้ซื้อสินค้าของบริษัท
  • ผู้มีส่วนได้เสีย หมายถึง ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า เจ้าหนี้ พนักงาน คู่แข่งทางการค้า ภาครัฐ ตลอดจนองค์กรและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในสังคม
  • บุคคลที่เกี่ยวโยงกัน หมายถึง กรรมการ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้มีอำนาจควบคุม หรือบุคคลที่จะได้รับการเสนอให้เป็นผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทหรือบริษัทย่อย รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องและญาติสนิทของบุคคลดังกล่าว
  • ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หมายถึง ผู้ถือหุ้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในนิติบุคคลใดเกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ทั้งนี้ให้นับรวมถึงหุ้นที่ถือโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วย
  • บุคคลที่เกี่ยวข้อง หมายถึง บุคคลที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้
    1. บุคคลที่มีอำนาจควบคุมกิจการบริษัท และในกรณีที่บุคคลนั้นเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงกรรมการของนิติบุคคลนั้นด้วย
    2. คู่สมรส บุตรหรือบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลตาม (1)
    3. นิติบุคคลที่บุคคลตาม (1) หรือ (2) มีอำนาจควบคุมกิจการ
    4. บุคคลอื่นที่มีลักษณะตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด
  • ญาติสนิท หมายถึง บุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิต หรือ โดยการจดทะเบียนตามกฎหมาย ดังต่อไปนี้
    1. คู่สมรส
    2. บิดา มารดา พี่ น้อง และบุตร/บุตรบุญธรรม รวมทั้งคู่สมรสของบุตร/บุตรบุญธรรม
  • ข้อมูลภายใน หมายถึง ข้อมูลซึ่งยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชนที่มีไว้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของบริษัทอย่างเดียว และไม่ใช่มีไว้ใช้ส่วนบุคคล ข้อมูลซึ่งบริษัทเก็บไว้ไม่เปิดเผยเป็นการชั่วคราว รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์ นโยบาย แผนงาน เป้าหมาย ผลประกอบการ และรายได้ของบริษัท
การบริหารจัดการความเสี่ยง

ปัจจัยความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยง

บริษัทฯ ดำเนินการบริหารความเสี่ยงโดยถือว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของทุกกระบวนการในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่มีความเชื่อมโยงกันในทุกระดับ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเข้าทำหน้าที่บริหารความเสี่ยงในภาพรวม โดยกำหนดนโยบายและขอบเขตการบริหารจัดการความเสี่ยงให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และภาระกิจของบริษัทฯ รวมถึงพัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยงให้ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและโอกาสการเจริญเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ ในการประเมินความเสี่ยงบริษัทฯ จำแนกปัจจัยความเสี่ยงหลักๆ ได้ดังนี้

ความเสี่ยงในด้านการดำเนินการผลิต

ความเสี่ยงในกระบวนการผลิต

การผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์มีขั้นตอนและเทคนิคในการผลิตที่ซับซ้อน ประกอบกับเทคโนโลยีด้านการผลิตมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของบริษัทฯที่ต้องเรียนรู้และปรับกระบวนการผลิตให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และทันต่อความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ อย่างไรก็ดี บริษัทฯ มีคณะวิศวกรรมที่ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกันฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ของลูกค้าอย่างใกล้ชิด จึงเกิดการแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้ และการพัฒนาในเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการพิจารณานำเครื่องจักรใหม่ที่ทันสมัยเข้ามาแทนที่เครื่องจักรเก่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตด้วย

ความเสี่ยงในการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ

บริษัทฯ มีความเสี่ยงในด้านการจัดหาบุคลากรสำหรับสายการผลิตที่มีทักษะเฉพาะด้านที่จำเป็น เนื่องจากการขาดแคลนบุคลากรที่มีความชำนาญงานจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการผลิตและคุณภาพสินค้าได้ดังนั้นบริษัทฯ จึงส่งเสริมการฝึกอบรมทางเทคนิคและจัดให้มีการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างทักษะและความรู้เฉพาะด้านและความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยแก่บุคลากร รวมถึงการให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมเพื่อจูงใจบุคลากรคุณภาพให้อยู่กับบริษัทฯ ในระยะยาว

ความเสี่ยงในการขาดวัตถุดิบ

การจัดหาวัตถุดิบเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพสินค้า ต้นทุนขาย ผลกำไร และความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ โดยที่การขาดแคลนวัตถุดิบอาจนำไปสู่การหยุดผลิต การปรับขึ้นของราคาวัตถุดิบอาจทำให้ต้นทุนขายสูงขึ้นและผลกำไรลดลง ขณะที่การใช้วัตถุดิบด้อยคุณภาพในการผลิตอาจนำไปสู่การสูญเสียความน่าเชื่อถือของบริษัทฯได้ บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าว จึงลงทุนสร้างโรงงานผลิตวัตถุดิบหลักที่จำเป็นในการผลิต PCB ได้แก่ แผ่นลามิเนตและพรีเพกสำหรับใช้เองภายในกลุ่มบริษัทฯ จัดตั้งในนามของบริษัทไทยลามิเนต แมนูแฟคเจอเรอร์ (TLM) เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพและคุณสมบัติครบถ้วนเพียงพอตามแผนการผลิต

นอกจากนี้ ในปี 2555 บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนใน บริษัท เคมโทรนิคส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (“เคมโทรนิคส์”) ซึ่งเป็นผู้ผลิตหมึกพิมพ์ลายแผงวงจรไฟฟ้าและน้ำยาเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตแผงวงจรไฟฟ้า ไม่เพียงแต่ทำให้บริษัทฯ มีแหล่งผลิตน้ำยาเคมีที่สำคัญไว้ใช้เอง ยังช่วยให้บริษัทฯ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสียจากโรงงานและสามารถ Recycleน้ำยาเคมีที่ใช้แล้วกลับมาใช้ได้อีก และในปีเดียวกันนั้นเอง บริษัทฯ ได้เข้าร่วมลงทุนในบริษัท เคซีอี ไต้หวัน จำกัด เพื่อให้เป็นตัวแทนในการจัดหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ รวมถึงการหาซื้อเครื่องจักรในต่างประเทศให้กับกลุ่มบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีวัตถุดิบในการผลิตอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และได้รับประโยชน์จากอำนาจต่อรองที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับวัตถุดิบ

ความเสี่ยงเกี่ยวกับราคาวัตถุดิบ

สำหรับวัตถุดิบที่มีทองแดงหรือทองเป็นส่วนประกอบหลัก จะมีราคาผันผวนตามสถานการณ์ในตลาดโลก เช่น แผ่นลามิเนต(Laminate) แผ่นทองแดง (Copper Foil) ก้อนทองแดง (Copper anode) และ เกลือทอง(Gold Salt) เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าว มีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาดโลก บริษัทฯ จึงต้องติดตามความเคลื่อนไหวของราคาตลาดโลกอย่างใกล้ชิด และมีนโยบายใช้เครื่องมือทางการเงินในการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาทองแดงและราคาทองไว้ในปริมาณที่เหมาะสม ตามสถานการณ์ที่จำเป็น ประกอบกับบริษัทฯ มีการสำรองวัตถุดิบหลักไว้ในปริมาณที่เพียงพอเหมาะสมกับแผนการผลิตในแต่ละช่วงเวลาด้วย

สำหรับการจัดซื้อวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นในการผลิตรายการอื่นๆ บริษัทฯ มีการคัดเลือกผู้ผลิตหรือผู้ขายวัตถุดิบแต่ละรายการไว้อย่างน้อย 3 บริษัท และจัดให้มีการเสนอราคาใหม่อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีการแข่งขันด้านราคา นอกจากนี้บริษัทฯ มีการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ผลิตหรือผู้ขายอย่างต่อเนื่อง

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี

PCB เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีหรือสินค้าชนิดใดมาแทนที่การใช้ PCB ได้ อย่างไรก็ดีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในอนาคตจะมีขนาดเล็กลงมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น และมีความละเอียดซับซ้อนที่เพิ่มมากขึ้น INTERGRATED DESIGN ทำให้เกิดความต้องการ PCB ที่มีขนาดที่เล็กลง มีลายวงจรที่ละเอียดซับซ้อนมากขึ้น และมีจำนวนชั้น (Layer) ของแผ่นวงจรที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคการผลิตที่ต้องการทักษะในการผลิตสูง เพื่อให้ได้ PCB ที่มีคุณสมบัติพิเศษมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพตามต้องการ นอกจากนั้นยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงประเภทของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่นการใช้ Laminate ที่เป็น Halogen-Free หรือ ใช้ Lead-Free ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือวัตถุดิบที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมของการใช้งานที่มีการแปรเปลี่ยนอุณหภูมิที่สูงและอย่างรวดเร็ว (HIGH PERFORMANCE MATERIAL) โดยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เป็นความเสี่ยงของอุตสาหกรรม PCB ในระยะสั้น จะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต หรือ การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติหรือประเภทของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต PCB ซึ่งอาจทำให้บริษัทฯต้องลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อาจมีผลกระทบต่อความสามารถในการผลิต รายได้ และผลกำไรจากการดำเนินงานอยู่บ้าง แต่บริษัทฯ มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ผ่านการลงทุนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด ขณะที่บริษัทฯ มุ่งเน้นที่การผลิตสินค้าคุณภาพระดับคุณภาพปานกลางถึงคุณภาพสูงที่เทคโนโลยีการผลิตไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากนัก และการให้ความสำคัญต่อกระบวนการตรวจสอบคุณภาพสินค้า การส่งสินค้าตรงตามความต้องการของลูกค้า การให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าในการผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อรักษาสัมพันธภาพอันดีกับลูกค้าที่เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้บริษัทฯ สามารถรักษาฐานลูกค้ากลุ่มเดิมไว้ได้ และมีการปรับตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ

ความเสี่ยงในด้านการประกอบธุรกิจ

ความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจโลก

การเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจโลกและสภาวะของอุตสาหกรรมอื่นที่มีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนประกอบ เช่นอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่อง อุตสาหกรรมโทรคมนาคม อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงตามวัฏจักรของอุตสาหกรรมอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านอื่นๆ และอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อยอดขายหรือราคาสินค้าของของกลุ่มบริษัทฯได้

กลุ่มบริษัทฯ มีนโยบายมุ่งเน้นการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอและผู้ซื้อมักจะให้ความสำคัญด้านคุณภาพของสินค้าเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตาม เพื่อการกระจายความเสี่ยงบริษัทฯ ได้เริ่มกระจายการผลิตไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นด้วย เช่น ในกลุ่มอุตสาหกรรมของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม กลุ่มอุปกรณ์โทรคมนาคม กลุ่มชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และกลุ่มสินค้าอุปโภค เป็นต้น

ความเสี่ยงทางด้านการตลาด และการแข่งขันทางธุรกิจ

ความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดอาจเกิดได้จากปัจจัยภายในประเทศของตลาดผู้ซื้อเอง เช่น จากภาวะเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางการเมือง นโยบายการค้าระหว่างประเทศ สงคราม การก่อการร้าย เป็นต้น และรวมถึงปัจจัยในระดับองค์กรของลูกค้า เช่น มีการควบรวมกิจการ มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการจัดซื้อ เป็นต้น บริษัทฯ จึงมีนโยบายกระจายสัดส่วนการตลาดในกลุ่มอุตสาหกรรมหลายประเภท แม้ว่าจะคงสัดส่วนการ ตลาดส่วนใหญ่ไว้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังได้กระจายการขายสินค้าไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก เช่น ในยุโรป อเมริกา และเอเซีย

ส่วนความเสี่ยงทางด้านการแข่งขันทางธุรกิจนั้น ในด้านหนึ่งจะเป็นการแข่งขันด้านราคา ซึ่งคู่แข่งของบริษัทฯ จะเป็นผู้ผลิตในประเทศจีนและไต้หวัน ซึ่งเป็นปัญหาของผู้ผลิตแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก รวมถึงบริษัทด้วย แม้ว่าบริษัทฯจะไม่ได้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับผู้ผลิตในประเทศจีนเพราะมีตลาดเป้าหมายคนละกลุ่ม ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นการแข่งขันกับผู้ผลิตPCB ในยุโรปที่ถูกมองว่ามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าและมีคุณภาพสูงกว่า PCB ที่ผลิตในประเทศไทย อีกทั้งยังมีแหล่งผลิตในยุโรปเองซึ่งการขนส่งทำได้สะดวกกว่า อย่างไรก็ดี จากการที่ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ถูกกดดันเรื่องต้นทุนทำให้ต้องหันมาหาซื้อของถูกที่มีคุณภาพในตลาดเอเซียมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิต PCB จากยุโรปและอเมริกามาทางเอเซียอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ผลิตที่เป็นคู่แข่งของบริษัทฯ ในยุโรปค่อยๆลดขนาดของธุรกิจลง และจนถึงปัจจุบันก็มีการปิดกิจการไปแล้วหลายแห่ง

ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงกลุ่มสินค้าหรือกลุ่มลูกค้า

บริษัทฯ ขายผลิตภัณฑ์ PCB สำหรับส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ในสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 70 โดยส่งไปขายในตลาดยุโรป ประมาณร้อยละ 55 จากการพึ่งพิงรายได้ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดยุโรป อาจเป็นผลให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงลดลงของความต้องการในสินค้าจากกลุ่มสินค้าหรือตลาดดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ปกติอุตสาหกรรมยานยนต์จัดว่าเป็นตลาดที่มีความผันผวนน้อยมากเมื่อเทียบกับตลาดสินค้าอุปโภค หรือตลาดอิเล็กทรอนิกส์โทรคมนาคมซึ่งบริษัทไม่ได้มีนโยบายในการผลิตสินค้าประเภทดังกล่าว ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายขยายตลาดเข้าสู่ภูมิภาคเอเซียมากขึ้น และเริ่มผลิตผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าอุปโภคระดับคุณภาพสูง และกลุ่มสินค้าที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นด้วย ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพิงรายได้ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในตลาดยุโรปลงได้บ้าง

ความเสี่ยงจากอัคคีภัยและภัยธรรมชาติ

อัคคีภัยและภัยธรรมชาติอาจส่งผลเสียหายต่อการดำเนินงานของบริษัทฯได้เป็นอย่างมาก และอาจทำให้บริษัทฯ ต้องเสียลูกค้าไปให้คู่แข่ง ในบางกรณี บริษัทฯ อาจต้องหยุดการผลิตซึ่งจะทำให้สูญเสียรายได้ อีกทั้งต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูเพื่อให้กลับมาดำเนินการผลิตอีกได้ ดังนั้นบริษัทฯ และบริษัทย่อยทุกแห่ง จึงทำประกันการเสี่ยงภัยทุกชนิดและประกันธุรกิจหยุกชะงักไว้กับบริษัทประกันภัยที่มีฐานะทางการเงินแข็งแรง และมีการทบทวนกรมธรรม์ประกันภัยทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่ามีทุนประกันที่เหมาะสมและสามารถคุ้มครองความเสียหายได้อย่างเพียงพอในทุกกรณี

หลังจากที่เกิดมหาอุทกภัยในปี 2554 นิคมอุตสาหกรรมไฮ-เทค ได้สร้างเขื่อนถาวรเพื่อป้องกันน้ำท่วมรอบนิคมฯปัจจุบันสร้างเสร็จเรียบร้อยโดยคาดว่าเขื่อนจะสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมในระดับที่เคยเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับโรงงานใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ได้มีการออกแบบอาคารโดยคำนึงถึงสถานการณ์น้ำท่วมไว้ด้วย เช่นการยกพื้นอาคารให้สูงเกินระดับน้ำที่อาจท่วมถึง เป็นต้น

ความเสี่ยงทางด้านการเงิน

ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย

บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยอันเกี่ยวกับเงินฝากธนาคารและสถาบันการเงิน เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร และเงินกู้ยืมจากธนาคาร โดยความเสี่ยงด้านเงินฝากอยู่ในรูปของอัตราดอกเบี้ยสกุลเงินบาท ขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินกู้ยืมอยู่ในรูปของอัตราดอกเบี้ยสกุลเงินบาท สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ และ สกุลเงินยูโร ที่กู้ยืมมาเพื่อใช้ลงทุนในแหล่งใช้ไประยะสั้นและยาว ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนใหญ่ของกลุ่มบริษัทฯเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับอัตราที่ต่ำ โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยสกุลเงินยูโรที่มีแนวโน้มคงที่ในอัตราต่ำไปอีกระยะเวลาหนึ่ง ส่วนอัตราดอกเบี้ยสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ และสกุลเงินบาทมีแนวโน้มปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาวนับจากปลายปี 2558 กลุ่มบริษัทจึงมีความเสี่ยงจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทฯมีการติดตามความเคลื่อนไหวและแนวโน้มของตลาดเงินอย่างใกล้ชิด และ มีนโยบายกู้ยืมเงินในสกุลเงินที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มคงที่ในระดับต่ำ รวมถึงใช้เครื่องมืออนุพันธ์ทางการเงิน เช่น Interest Rate Swap (“IRS”) หรือ Cross Currency Swap (“CCS”) เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยของหนี้สินระยะยาว โดยพิจารณาต้นทุนและยอดดอกเบี้ยจ่ายล่วงหน้า (Negative Carry) ที่เหมาะสมและอยู่ในสัดส่วนที่มีความยืดหยุ่นเพียงพอในการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

บริษัทฯ มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เนื่องจาก รายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทฯ ตลอดจน ต้นทุน ค่าซื้อวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายการลงทุนในเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงหนี้สินบางส่วนเป็นเงินสกุลต่างประเทศ โดยประมาณร้อยละ 75 ของรายได้ และประมาณร้อยละ 50 ของต้นทุน ค่าวัตถุดิบ และค่าใช้จ่าย อยู่ในรูปของสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรขาดทุนของบริษัทฯ ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทฯจึงได้ 1) มีการพัฒนาโปรแกรมทางการเงินให้สามารถแสดงสถานะความเสี่ยงเป็นรายสกุลเงินในแต่ละช่วงเวลา และให้มีการติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อย่างใกล้ชิด 2) ใช้หลัก Natural Hedge ในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งได้แก่การนำเงินได้จากการขายสินค้าไปชำระค่าใช้จ่าย ค่าต้นทุนวัตถุดิบ เงินลงทุน และ หนี้เงินกู้ยืมอยู่ในรูปสกุลเงินเดียวกัน ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) วางแผนทางการเงินเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นโดยใช้เครื่องมืออนุพันธ์ทางการเงินต่างๆ เช่น การซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) การเข้าทำ SWAP และ Option เป็นต้น

ทั้งนี้ในการบริหารความเสี่ยง บริษัทฯใช้หลักความระมัดระวังเพื่อการป้องกันความเสี่ยงเป็นหลัก และไม่ทำการในลักษณะเพื่อการเก็งกำไร

ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระค่าสินค้าจากตัวแทนจำหน่าย

บริษัทฯ ขายสินค้าผ่านตัวแทนขายของบริษัทฯ ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของรายได้จากการขายทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นการขายไปยังลูกค้าโดยตรง โดยให้บริษัทตัวแทนเป็นผู้ติดตามการชำระเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วนำส่งให้แก่บริษัทตามตารางเวลาที่ได้ตกลงกัน ทำให้บริษัทอาจมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระเงิน หรือ ได้รับชำระเงินล่าช้าทั้งจากตัวแทนและจากลูกค้า ซึ่งจะกระทบกับสภาพคล่องและการดำเนินงานของบริษัทฯ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงในการไม่ได้รับชำระหนี้นั้นอยู่ในระดับที่ต่ำ เนื่องจากบริษัทตัวแทนหลายแห่งเป็นบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วมของกลุ่มบริษัท ส่วนบริษัทตัวแทนรายอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทนั้น ก็มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีมาเป็นระยะเวลานานกว่า 25 ปี นอกจากนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของกลุ่มบริษัทเป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่มีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็ง ทำให้บริษัทฯ มีความเสี่ยงน้อยที่จะไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัทตัวแทนขาย สำหรับความเสี่ยงจากการชำระหนี้ล่าช้านั้น บริษัทฯ ได้จัดให้มีพนักงานรับผิดชอบติดตามบริหารยอดหนี้ค้างชำระกับตัวแทนอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยง

กฎบัตร

1. กฎบัตรคณะกรรมการบริษัท

คณะกรรมการบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) ("คณะกรรมการบริษัท") เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการกำกับดูแลกิจการที่ดี จะยกระดับผลการดำเนินงานของบริษัท และเป็นหัวใจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของบริษัท อันได้แก่การเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น

คณะกรรมการบริษัทมีความรับผิดชอบตามกฎหมายในการกำกับดูแลการประกอบกิจการบริษัท และรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งหลาย อันประกอบด้วย ลูกค้า ผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง คู่ค้า เจ้าหนี้ คู่แข่ง และสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน

ความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการบริษัทและฝ่ายจัดการเป็นไปในรูปแบบการทำงานร่วมกัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการมีความรับผิดชอบในด้านการดำเนินธุรกิจประจำวันของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการดำเนินการ การตัดสินใจ และการปฏิบัติการ ส่วนคณะกรรมการบริษัทเป็นผู้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแผนปฏิบัติและเสนอแนะกลยุทธ์ และติดตามดูแลการปฏิบัติการและผลการดำเนินงานของบริษัท

วัตถุประสงค์

เพื่อให้การกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะกรรมการบริษัทจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและมาตรฐานจริยธรรมสูงสุด

องค์ประกอบและการแต่งตั้ง

  1. คณะกรรมการบริษัทประกอบด้วยกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน โดยต้องประกอบด้วยกรรมการอิสระอย่างน้อย 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 3 คน และกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด ต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
  2. คณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควร จะเลือกกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นรองประธานกรรมการก็ได้ โดยรองประธานกรรมการมีหน้าที่ตามข้อบังคับบริษัทซึ่งประธานกรรมการมอบหมาย
  3. ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ไม่เป็นบุคคลเดียวกัน เพื่อให้มีการแบ่งแยกบทบาทอย่างชัดเจนและมีการถ่วงดุลอำนาจในการดำเนินงาน
  4. การแต่งตั้งกรรมการบริษัทให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยจะต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสและชัดเจน
    • กรณีที่มีกรรมการครบวาระออกจากตำแหน่งกรรมการ ให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาแต่งตั้งกรรมการโดยมติการแต่งตั้งกรรมการ ต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและออกเสียงลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
    • กรณีที่ตำแหน่งกรรมการว่างลงเนื่องจากเหตุอื่นนอกจากการครบวาระออกจากตำแหน่งกรรมการ ให้คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเข้าเป็นกรรมการแทนในการประชุมคณะกรรมการคราวถัดไป เว้นแต่วาระของกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง จะเหลือน้อยกว่า 2 เดือน โดยบุคคลซึ่งเข้าเป็นกรรมการแทนจะอยู่ในตำแหน่งกรรมการได้เพียงเท่าวาระ ที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน ทั้งนี้ มติการแต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นกรรมการแทนดังกล่าว ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนกรรมการที่ยังเหลืออยู่
  5. โครงสร้างคณะกรรมการประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถที่หลากหลาย มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ โดยไม่จำกัดเพศ เชื้อชาติ ศาสนา อายุ หรือทักษะทางวิชาชีพ

คุณสมบัติ

  1. กรรมการต้องเป็นบุคคลธรรมดา และ
    • 1. บรรลุนิติภาวะ
    • 2. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
    • 3. ไม่เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ได้กระทำโดยทุจริต
    • 4. ไม่เคยถูกลงโทษไล่ออก หรือปลดออกจากราชการ หรือองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ ฐานทุจริตต่อหน้าที่
  2. กรรมการต้องมีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ และมีเวลาอย่างเพียงพอที่จะอุทิศให้กับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการอย่างเต็มที่
  3. กรรมการสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการในกิจการอื่นได้ แต่ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการของบริษัท โดยกำหนดให้กรรมการควรดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ไม่เกิน 5 บริษัท
  4. กรรมการต้องไม่กระทำการใดๆ ที่มีลักษณะเข้าไปบริหารหรือจัดการในกิจการอื่น อันจะก่อให้เกิดการบั่นทอนผลประโยชน์ของบริษัท หรือเอื้อประโยชน์ให้บุคคลหรือนิติบุคคลใด ไม่ว่าจะทำเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น
  5. กรรมการอิสระ หมายถึง กรรมการที่มีความเป็นอิสระจากการควบคุมของผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และต้อง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับการตัดสินใจของผู้บริหาร ทั้งนี้ คุณสมบัติความเป็นอิสระของกรรมการมีดังนี้
    • 1) ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท (โดยนับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้น ๆ)
    • 2) ไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการที่มีส่วนร่วมบริหารงาน ไม่เป็นพนักงาน / ลูกจ้าง / ที่ปรึกษาที่ได้รับ เงินเดือนประจำ / ผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม บริษัทย่อยลำดับเดียวกัน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท
    • 3) ไม่เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตหรือโดยการจดทะเบียนตามกฎหมายได้แก่บิดามารดา คู่สมรส พี่น้อง และบุตร รวมทั้งคู่สมรสของบุตรของผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้มีอำนาควบคุม หรือบุคคลที่จะได้รับการเสนอให้เป็นผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทหรือบริษัทย่อย
    • 4) ไม่มีหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทในลักษณะที่เป็นการขัดขวางการใช้วิจารณญาณอย่างอิสระของตน ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย หรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีก่อนเข้ารับตำแหน่ง
    • 5) ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท และไม่เป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย ผู้มีอำนาจควบคุม หรือหุ้นส่วนของสำนักงานสอบบัญชี (บุคคลที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานสอบบัญชี หรือผู้ให้บริการทางวิชาชีพให้เป็นผู้ลงลายมือชื่อในรายงานการสอบบัญชี หรือรายงานการให้บริการทางวิชาชีพ ในนามของนิติบุคคลนั้น) ซึ่งมีผู้สอบบัญชีของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท สังกัดอยู่ เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีก่อนเข้ารับตำแหน่ง
    • 6) ไม่เป็นกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของกรรมการของบริษัท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อเป็นตัวแทนและดูแลผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
    • 7) ไม่ประกอบกิจการที่มีสภาพอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันที่มีนัยกับกิจการของบริษัทหรือ บริษัทย่อย
    • 8) สามารถปฏิบัติหน้าที่ แสดงความเห็นและรายงานผลการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัทได้โดยอิสระ โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือญาติสนิทของบุคคลดังกล่าว

วาระการดำรงตำแหน่ง

  1. ในการประชุมสามัญประจำปีทุกครั้ง ให้กรรมการออกจากตำแหน่ง 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด ถ้าจำนวนกรรมการที่จะแบ่งออกให้ตรงเป็นสามส่วนไม่พอดี ให้ออกจำนวนใกล้ที่สุดกับส่วน 1 ใน 3
  2. กรรมการที่จะต้องออกจากตำแหน่งในปีแรกและปีที่สองภายหลังจดทะเบียนบริษัทนั้นให้จับสลากกันว่าผู้ใด จะออก ส่วนปีหลังๆ ต่อไปให้กรรมการคนที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดนั้นเป็นผู้ออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ กรรมการที่ครบกำหนดวาระ อาจได้รับการพิจารณาเลือกตั้งให้เป็นกรรมการบริษัทต่อไปได้ นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระแล้ว กรรมการจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
    1. ตาย
    2. ลาออก
    3. ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัท
    4. ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติให้ออกจากตำแหน่ง ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียง และมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นที่ถือโดยผู้ถือหุ้นที่มาประชุม และมีสิทธิออกเสียง
    5. ศาลมีคำสั่งให้ออก
  3. กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่ง ให้ยื่นใบลาออกต่อบริษัท การลาออกมีผลนับแต่วันที่ใบลาออกไปถึงบริษัท

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. บริหารกิจการให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ถือหุ้น (Fiduciary Duty) โดยยึดถือแนวปฎิบัติสำคัญ 4 ประการ คือ
    1.1 การปฎิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง (Duty of Care)
    1.2 การปฎิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (Duty of Loyalty)
    1.3 การปฎิบัติตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (Duty of Obedience)
    1.4 การเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และโปร่งใส (Duty of Disclose)
  2. กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย แผนการดำเนินงาน แผนงบประมาณ และควบคุมการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารให้เป็นไปตามนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและก่อประสิทธิผลเพื่อความมั่นคงและผลประโยชน์ที่สมดุลย์และยั่งยืนของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  3. กำกับดูแลและสอบทานให้มีระบบรายงานทางการเงินที่โปร่งใส ถูกต้อง และเพียงพอ
  4. ปฏิบัติตามหลักการการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทอย่างเคร่งครัด
  5. พิจารณาค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น
  6. กำกับดูแลกระบวนการแต่งตั้งและเลือกตั้งกรรมการบริษัทให้มีความโปร่งใสและชัดเจน
  7. กำหนดนโยบายด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี และกำกับดูแลและพัฒนาบรรษัทภิบาลของบริษัทเพื่อให้ไปสู่มาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล
  8. พิจารณาอนุมัติรายการที่สำคัญตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ตามที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทกำหนด รวมถึงพิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายลงทุนที่มีวงเงินมากกว่า 400 ล้านบาท
  9. พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยต่างๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบของคณะกรรมการตามความเหมาะสมและความจำเป็น โดยมีการติดตามผลการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดย่อยอย่างสม่ำเสมอ
  10. จัดให้มีหน่วยงานตรวจสอบภายใน และระบบการควบคุมภายใน ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  11. จัดให้มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถประเมิน ติดตาม และบริหารความเสี่ยงที่สำคัญได้
  12. จัดให้มีเลขานุการบริษัทเพื่อช่วยดูแลกิจกรรมต่างๆ ของคณะกรรมการและช่วยให้คณะกรรมการและบริษัทปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
  13. จัดให้มีจรรยาบรรณธุรกิจของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน เพื่อเป็นมาตรฐานความประพฤติที่เหมาะสม และเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัท
  14. จัดให้มีการดำเนินงานตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และสนับสนุนให้มีการสื่อสารไปสู่พนักงานทุกระดับในองค์กรให้ได้รับทราบและยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
  15. จัดให้มีกระบวนการที่ชัดเจนและโปร่งใสเกี่ยวกับการทำรายการระหว่างกัน
  16. จัดให้มีกระบวนการป้องกันการทุจริต คอรรัปชั่น
  17. จัดให้มีการกำหนดแผนการสืบทอดตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
  18. จัดให้มีการทบทวนและปรับปรุงนโยบายและแผนงานที่สำคัญต่างๆ ให้เป็นปัจจุบันและเหมาะสมกับสภาพธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ
  19. จัดให้มีการทบทวนและแก้ไขกฎบัตรคณะกรรมการบริษัทให้สอดคล้องกับสถานการณ์
  20. ประเมินผลการฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทเป็นประจำทุกปีโดยรวม และประเมินตนเองเป็นรายบุคคล
  21. เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริษัทและการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย โดยกรรมการที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ จะต้องแจ้งให้กรรมการบริษัทหรือเลขานุการบริษัททราบล่วงหน้าก่อนการประชุม
  22. ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดเกี่ยวกับกิจการของบริษัทตามที่ผู้ถือหุ้นมอบหมาย

การประชุม

  1. คณะกรรมการต้องประชุมเป็นประจำทุกเดือน โดยกำหนดวันประชุมล่วงหน้าตลอดทั้งปี และอาจมีการประชุมวาระพิเศษตามความจำเป็น
  2. กรรมการอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป มีสิทธิร้องขอให้เรียกประชุม ทั้งนี้ ประธานกรรมการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะต้องกำหนดวันประชุมภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ
  3. การเรียกประชุมคณะกรรมการให้ประธานกรรมการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายส่งหนังสือนัดประชุม โดยระบุวัน เวลา สถานที่ และกิจการที่จะประชุมไปยังกรรมการทุกคนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนวันประชุม เว้นแต่ในกรณีจำเป็นรีบด่วนเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของบริษัทจะแจ้งการนัดประชุมโดยวิธีอื่น และกำหนดวันประชุมให้เร็วกว่านั้นก็ได้
  4. การประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ทั้งนี้ ประธานกรรมการจะทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม หากในการประชุมคราวใดประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการ คนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
  5. การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมคณะกรรมการ ให้ถือเสียงข้างมากโดยกรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งเสียงในการลงคะแนน และถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มมากขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด ทั้งนี้ กรรมการที่มีส่วนได้เสียในวาระใดไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในวาระนั้น
  6. คณะกรรมการมีอำนาจเชิญฝ่ายจัดการ ผู้บริหาร หรือ บุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของบริษัทมาให้ความเห็น เข้าร่วมประชุม หรือให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา
  7. กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหารต้องประชุมร่วมกัน โดยไม่มีฝ่ายจัดการเข้าร่วม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบ
  8. ให้เลขานุการบริษัทหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายทำหน้าที่จดบันทึกการประชุม

การรายงาน

กรรมการต้องรายงานผลการดำเนินงานให้ผู้ถือหุ้นทราบในแบบแสดงข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) และรายงานประจำปี (แบบ 56-2) ของบริษัท โดยมีรายละเอียดอย่างน้อยตามที่กฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกำหนด

2. กฎบัตรคณะกรรมการตรวจสอบ

คณะกรรมการตรวจสอบถือเป็นกลไกที่สำคัญของระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดีโดยคณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานให้มีมาตรฐานเป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง โปร่งใส ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานและมีผลให้การบริหารจัดการเป็นไปเพื่อประโยชน์โดยรวมของบริษัทเป็นสำคัญ รวมไปถึงบทบาทด้านการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงและการสอบทานข้อมูลอื่นนอกเหนือจากรายงานทางการเงินด้วย บริษัทฯได้จัดทำกฎบัตรของคณะกรรมการตรวจสอบโดยสอดคล้องตามหลักเกณฑ์และแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รวมทั้งแนวทางพึงปฏิบัติที่ดี(Best Practices)เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมการตรวจสอบที่จะสนองความคาดหวังของผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทและหน่วยงานกำกับดูแลภายนอกบริษัท ทั้งนี้ให้ยกเลิกกฎบัตรของคณะกรรมการตรวจสอบฉบับก่อนหน้านี้ทั้งหมด โดยกำหนดให้ใช้กฎบัตรของคณะกรรมการตรวจสอบฉบับนี้แทน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. นิยาม

“กรรมการอิสระ” หมายความถึง กรรมการที่ไม่มีส่วนร่วมบริหารงาน ไม่เป็นพนักงาน/ลูกจ้าง/ที่ปรึกษาที่ได้รับเงินเดือนประจำ / ผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม บริษัทย่อยลำดับเดียวกันหรือนิติบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง(ปัจจุบันและช่วง 2 ปีก่อนได้รับการแต่งตั้ง) ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

“พรบ.” หมายความถึง พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

2. เป้าหมาย

เพื่อช่วยสนับสนุนคณะกรรมการบริษัทให้บรรลุหน้าที่ความรับผิดชอบในการควบคุมดูแลเรื่องดังต่อไปนี้

  1. การจัดทำรายงานทางการเงินและการเลือกใช้นโยบายบัญชีที่เหมาะสม
  2. การปฏิบัติตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  3. การจัดการและการควบคุมความเสี่ยงทางธุรกิจ
  4. ความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในและการตรวจสอบภายใน
  5. การทำรายการระหว่างกันกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
  6. ผลการปฏิบัติงานของส่วนงานตรวจสอบภายใน และผู้สอบบัญชีและการจัดทำรายงานตามที่หน่วยงาน กำกับดูแลภายนอกต้องการ

3. องค์ประกอบของคณะกรรมการตรวจสอบ

  • 3.1 กรรมการตรวจสอบต้องเป็นกรรมการอิสระของบริษัท
  • 3.2 คณะกรรมการตรวจสอบต้องได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริษัท
  • 3.3 คณะกรรมการตรวจสอบต้องประกอบด้วย กรรมการอิสระอย่างน้อย 3 คน
  • 3.4 คณะกรรมการบริษัทคัดเลือกกรรมการตรวจสอบ 1 คนให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตรวจสอบ
  • 3.5 คณะกรรมการตรวจสอบเป็นผู้แต่งตั้งผู้จัดการส่วนงานตรวจสอบภายในเป็นเลขานุการ

4. คุณสมบัติของกรรมการตรวจสอบ

  • 4.1 คุณสมบัติทั่วไป: กรรมการตรวจสอบมีคุณสมบัติเป็นกรรมการอิสระดังนี้
    • 4.1.1 ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท บริษัทใหญ่บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท (โดยนับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้น ๆ)
    • 4.1.2 ไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการที่มีส่วนร่วมบริหารงาน ไม่เป็นพนักงาน /ลูกจ้าง /ที่ปรึกษาที่ได้รับ เงินเดือนประจำ /ผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม บริษัทย่อยลำดับเดียวกัน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท
    • 4.1.3 ไม่เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตหรือโดยการจดทะเบียนตามกฎหมายได้แก่บิดามารดา คู่สมรส พี่น้อง และบุตร รวมทั้งคู่สมรสของบุตรของผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้มีอำนาจควบคุม หรือบุคคลที่จะได้รับการเสนอให้เป็นผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทหรือบริษัทย่อย
    • 4.1.4 ไม่มีหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัทในลักษณะที่เป็นการขัดขวางการใช้วิจารณญาณอย่างอิสระของตน ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย หรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีก่อนเข้ารับตำแหน่ง
    • 4.1.5 ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท และไม่เป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย ผู้มีอำนาจควบคุม หรือหุ้นส่วนของสำนักงานสอบบัญชี (บุคคลที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานสอบบัญชี หรือผู้ให้บริการทางวิชาชีพให้เป็นผู้ลงลายมือชื่อในรายงานการสอบบัญชี หรือรายงานการให้บริการทางวิชาชีพ ในนามของนิติบุคคลนั้น) ซึ่งมีผู้สอบบัญชีของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท สังกัดอยู่ เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีก่อนเข้ารับตำแหน่ง
    • 4.1.6 ไม่เป็นกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของกรรมการของบริษัท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อเป็นตัวแทนและดูแลผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
    • 4.1.7 ไม่ประกอบกิจการที่มีสภาพอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันที่มีนัยกับกิจการของบริษัทหรือ บริษัทย่อย
    • 4.1.8 สามารถปฏิบัติหน้าที่ แสดงความเห็นและรายงานผลการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัทได้โดยอิสระ โดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือญาติสนิทของบุคคลดังกล่าว
  • 4.2 คุณสมบัติเฉพาะ: กรรมการตรวจสอบมีคุณสมบัติเฉพาะดังนี้
    • 4.2.1 ไม่เป็นกรรมการที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัทให้ตัดสินใจในการดำเนินกิจการของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม บริษัทย่อยลำดับเดียวกัน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท
    • 4.2.2 ไม่เป็นกรรมการของบริษัทใหญ่ บริษัทย่อย หรือบริษัทย่อยลำดับเดียวกัน เฉพาะที่เป็นบริษัทจดทะเบียน
    • 4.2.3 มีความรู้และประสบการณ์เพียงพอที่จะทำหน้าที่ในฐานะกรรมการตรวจสอบ ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
    • 4.2.4 กรรมการตรวจสอบไม่เป็นกรรมการในบริษัทจดทะเบียนอื่นเกินกว่า 5 บริษัท
    • 4.2.5 มีกรรมการตรวจสอบอย่างน้อย 1 ราย เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบัญชี หรือการเงินอย่างเพียงพอ สามารถทำหน้าที่ในการสอบทานความเชื่อถือได้ของงบการเงิน
    • 4.2.6 ได้รับการอบรมและเสริมสร้างความรู้อย่างต่อเนื่อง และสมํ่าเสมอในเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อการดำเนิน งานของคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นและได้เพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของคณะกรรมการตรวจสอบ
    • 4.2.7 สามารถอุทิศเวลาและความคิดเห็นอย่างเพียงพอในการปฏิบัติงานในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบ

5. การแต่งตั้ง

  • 5.1 คณะกรรมการบริษัทเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการตรวจสอบโดยกรรมการตรวจสอบทุกรายจะต้องเป็นกรรมการบริษัท
  • 5.2 กรณีที่ตำแหน่งกรรมการตรวจสอบว่างลงเพราะครบวาระ หรือเหตุอื่นที่ทำให้กรรมการตรวจสอบไม่สามารถอยู่ได้จนครบวาระ ให้คณะกรรมการบริษัทหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเป็นกรรมการตรวจสอบ เพื่อให้มีจำนวนกรรมการตรวจสอบครบถ้วนในทันที หรืออย่างช้าภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่จำนวนสมาชิกไม่ครบ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา
  • 5.3 คณะกรรมการตรวจสอบหรือคณะกรรมการบริษัทเป็นผู้คัดเลือกกรรมการตรวจสอบ 1 ราย ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตรวจสอบ
  • 5.4 ประธานกรรมการตรวจสอบ ควรเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้นำและสามารถนำการประชุมให้เป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้อง วางแผนงานที่มีประสิทธิภาพ และให้ความมั่นใจในความมีประสิทธิผลโดยรวมของคณะกรรมการตรวจสอบ

6. วาระการดำรงตำแหน่ง

  • 6.1 กรรมการตรวจสอบมีวาระการดำรงตำแหน่งเป็นไปตามวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทคือ 3 ปี
  • 6.2 กรรมการตรวจสอบอาจได้รับการแต่งตั้งต่อไปตามวาระที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติ แต่ไม่เป็นการต่อวาระโดยอัตโนมัติ
  • 6.3 การครบกำหนดวาระของกรรมการตรวจสอบแต่ละคน กำหนดให้สิ้นสุดไม่พร้อมกัน เพื่อประโยชน์และความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน

7. การพ้นจากตำแหน่ง : กรรมการตรวจสอบพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

  • 7.1 พ้นสภาพการเป็นกรรมการบริษัท
  • 7.2 ครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจสอบตามที่กำหนด
  • 7.3 ลาออกก่อนครบวาระโดยจะต้องแจ้งและยื่นหนังสือลาออกต่อคณะกรรมการบริษัทล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และบริษัทต้องแจ้งการลาออกพร้อมส่งสำเนาหนังสือลาออกให้ตลาดหลักทรัพย์ฯทราบ
  • 7.4 ขอลาออก หรือถูกถอดถอนก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่ง บริษัทต้องแจ้งการถูกถอดถอนพร้อมสาเหตุ ให้กับตลาดหลักทรัพย์ฯและสำนักงาน ก.ล.ต.ทราบเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลในระบบข้อมูลรายชื่อกรรมการ และผู้บริหารให้ถูกต้องตามความเป็นจริง โดยกรรมการตรวจสอบที่ถูกถอดถอนนั้นมีสิทธิชี้แจงถึงสาเหตุการถูกถอดถอนให้ตลาดหลักทรัพย์ฯทราบด้วย
  • 7.5 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดที่กระทำด้วยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
  • 7.6 ขาดคุณสมบัติของคณะกรรมการตรวจสอบ
  • 7.7 ตาย
  • 7.8 เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
  • 7.9 เป็นบุคคลล้มละลาย

8.เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ

  • 8.1 เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบได้รับการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อช่วยเหลือการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบเกี่ยวกับการนัดหมายการประชุมจัดเตรียมวาระการประชุม นำส่งเอกสารประกอบการประชุม จดบันทึกรายงานการประชุม และจัดทำรายงานการประชุม
  • 8.2 การแต่งตั้งเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ พิจารณาจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน รวมถึงความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาแต่งตั้งจากหัวหน้างานตรวจสอบภายใน
  • 8.3 เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการต่างๆ ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินการตามความเห็นหรือข้อสังเกตของคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อรายงานให้คณะกรรมการตรวจสอบรับทราบในที่ประชุมครั้งต่อไป รวมทั้ง
    (1) ต้องนำส่งระเบียบวาระการประชุมล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วันก่อนวันประชุมทุกครั้ง
    (2) ต้องนำส่งเอกสารประกอบการประชุมให้แก่คณะกรรมการตรวจสอบล่วงหน้า ก่อนวันประชุมทุกครั้ง
    (3) ต้องนำส่งรายงานการประชุมทุกครั้งให้คณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาล่วงหน้า ก่อนวันประชุมครั้งถัดไป

9.การประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบ

วาระการประชุม

  • 9.1 การประชุมแต่ละครั้งมีการกำหนดวาระการประชุมไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนและนำส่งเอกสารประกอบการประชุมให้คณะกรรมการตรวจสอบและผู้เข้าร่วมประชุมเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนการประชุม เพื่อให้คณะกรรมการตรวจสอบมีเวลาในการพิจารณาเรื่องต่างๆ หรือเรียกขอข้อมูลประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม
  • 9.2 การประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบมีการพิจารณาในเรื่องต่าง ๆตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท ได้แก่
    • (ก) การพิจารณางบการเงินและรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง หลักการบัญชีและวิธีปฏิบัติทางบัญชี การปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี การเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีที่สำคัญ และการพิจารณาร่วมกับผู้สอบบัญชีถึงปัญหา หรือข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากการตรวจสอบงบการเงิน เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปรับปรุงต่อไป
    • (ข) พิจารณาความเพียงพอของระบบการควบคุมภายใน (Internal Control) การตรวจสอบภายใน (Internal Audit) และการบริหารความเสี่ยง ได้แก่
      1. การทบทวนแผนการตรวจสอบภายในประจำปี (Audit Plan)ของบริษัท การสอบถามถึงขอบเขตการตรวจสอบที่ได้วางแผนไว้เพื่อให้มั่นใจว่าแผนการตรวจสอบดังกล่าว จะช่วยให้ตรวจพบโอกาสที่จะเกิดการทุจริตหรือข้อบกพร่องต่างๆของระบบการควบคุมภายในโดยให้ความสำคัญกับการทุจริตโดยผู้บริหารด้วย
      2. พิจารณาร่วมกับผู้ตรวจสอบภายในและผู้สอบบัญชีถึงการวางแผนเพื่อทบทวนวิธีการและการควบคุมการประมวลข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ สอบถามการรักษาความปลอดภัยเพื่อลดโอกาสการเกิดกรณีทุจริตหรือการใช้คอมพิวเตอร์ไปในทางที่ผิด โดยพนักงานบริษัท หรือบุคคลภายนอก
      3. พิจารณาร่วมกับผู้ตรวจสอบภายในถึงปัญหาหรือข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในระหว่างการตรวจสอบ และทบทวนกระบวนการปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบภายใน เพื่อให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น
      4. พิจารณาความเพียงพอของระบบบริหารความเสี่ยง โดยหารือร่วมกับฝ่ายจัดการ
    • (ค) พิจารณาทบทวนรายการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เช่นรายการที่เกี่ยวโยงกันของบริษัท
    • (ง) พิจารณาการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท จรรยาบรรณธุรกิจ และจริยธรรม

จำนวนครั้งและระยะเวลาในการประชุม

  • 9.3 คณะกรรมการตรวจสอบมีการจัดประชุมปกติอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง ตามรอบระยะเวลาการจัดทำรายงานทางการเงิน
  • 9.4 ประธานกรรมการตรวจสอบสามารถเรียกประชุมคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มเติมเป็นพิเศษได้ หากมีการร้องขอจากกรรมการตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบภายใน ผู้สอบบัญชีหรือประธานกรรมการบริษัท เพื่อพิจารณาประเด็นปัญหาที่จำเป็นต้องหารือร่วมกัน
  • 9.5 การประชุมคณะกรรมการตรวจสอบแต่ละครั้ง มีการอภิปรายประเด็น และซักถามปัญหา
  • 9.6 คณะกรรมการกรรมการตรวจสอบมีการประชุมเฉพาะกับผู้สอบบัญชีของบริษัทโดยไม่มีฝ่ายจัดการเข้าร่วมประชุมด้วย อย่างน้อยปีละ1 ครั้งโดยกำหนดให้วาระดังกล่าวเป็นวาระแรกๆของการประชุมในครั้งนั้น เมื่อเสร็จสิ้นวาระสามารถประชุมเรื่องวาระอื่นๆ ซึ่งเป็นวาระที่ต้องเชิญฝ่ายจัดการเข้าร่วมด้วย

ผู้เข้าร่วมประชุมและการออกเสียง

  • 9.7 กรรมการตรวจสอบควรเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการตรวจสอบทุกครั้งหรือต้องมีกรรมการตรวจสอบ เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการตรวจสอบทั้งคณะ(อย่างน้อย 2 คน จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม)
  • 9.8 กรรมการตรวจสอบอาจเชิญกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัท หรือผู้สอบบัญชีเข้าร่วมประชุมในบางเรื่อง
  • 9.9 ในกรณีที่ประธานกรรมการตรวจสอบลาประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการตรวจสอบที่มาประชุม เลือกกรรมการตรวจสอบ 1 คนเป็นประธานในที่ประชุม
  • 9.10 กรรมการตรวจสอบ 1 คนมี 1 เสียงการวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมากหากมีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีก 1 เสียงเป็นเสียงชี้ขาด
  • 9.11 กรรมการตรวจสอบรายใดมีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณา กรรมการตรวจสอบรายนั้นต้องไม่ร่วมพิจารณาให้ความเห็นในเรื่องนั้น (งดลงคะแนนเสียงในเรื่องนั้นๆ)
  • 9.12 เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบควรเข้าประชุมด้วยทุกครั้ง
  • 9.13 เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ ไม่มีสิทธิออกเสียง

รายงานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ

  • 9.14 มีการจัดทำรายงานการประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบทุกครั้งโดยเลขานุการคณะกรรมการ ตรวจ สอบทำหน้าที่เป็นผู้จดรายงานการประชุม และเสนอรายงานการประชุมให้คณะกรรมการตรวจสอบพิจารณา
  • 9.15 ประธานกรรมการตรวจสอบหรือกรรมการตรวจสอบที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้นำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท โดยหากกรรมการบริษัทมีประเด็นซักถาม ประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการตรวจสอบ มีหน้าที่เป็นผู้ชี้แจงเพิ่มเติม
  • 9.16 เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบเป็นผู้ติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการต่าง ๆ ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินการตามความเห็นหรือข้อสังเกตของคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อรายงานให้คณะกรรมการตรวจสอบรับทราบในการประชุมครั้งต่อไป

10. การรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบ

  • 10.1 คณะกรรมการตรวจสอบต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เพื่อทราบและพิจารณาอย่างน้อยไตรมาสละครั้ง
  • 10.2 จัดทำรายงานการปฏิบัติงานประจำปีของคณะกรรมการตรวจสอบ โดยแสดงรายการตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด และให้ลงนามโดยประธานกรรมการตรวจสอบ รวมทั้งเปิดเผยไว้ในรายงานประจำปีของบริษัททุกปี
  • 10.3 ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบหากพบหรือมีข้อสงสัยว่า มีรายการหรือการกระทำ ซึ่งอาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท คณะกรรมการตรวจสอบต้องรายงานต่อคณะกรรมการบริษัท เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขภายในเวลาที่คณะกรรมการตรวจสอบเห็นสมควร รายการหรือการกระทำดังกล่าว ได้แก่
    • (10.3.1) รายการที่เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์
    • (10.3.2) การทุจริต หรือมีสิ่งผิดปกติ หรือมีความบกพร่องที่สำคัญในระบบการควบคุมภายใน
    • (10.3.3) การฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท
  • 10.4 หากคณะกรรมการบริษัทหรือผู้บริหารไม่ดำเนินการให้มีการปรับปรุงแก้ไขรายการหรือการกระทำที่เข้า ลักษณะตามข้อ (9.3.1), (9.3.2) และ (9.3.3) ข้างต้น ภายในเวลาที่คณะกรรมการตรวจสอบเห็นสมควร กรรมการตรวจสอบคนใดคนหนึ่ง อาจรายงานว่ามีรายการหรือการกระทำตามที่กล่าวข้างต้นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

11. การประเมินผลคณะกรรมการตรวจสอบ (Self-Assessment)

คณะกรรมการตรวจสอบควรประเมินผลการปฏิบัติงานของตนเองเป็นรายคณะอย่างน้อยปีละ1 ครั้งและรายงานผลการประเมินตนเองต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อทราบและอาจพิจารณาให้ความเห็นเพิ่มเติม เพื่อนำมาปรับปรุงการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและบรรลุวัตถุประสงค์

12. ค่าตอบแทนคณะกรรมการตรวจสอบ (Compensation)

ให้คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน กำหนดค่าตอบแทนของกรรมการตรวจสอบเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณา แล้วจึงเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ

13. หน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจสอบ

  • 13.1 รายงานทางการเงิน
    • (1) สอบทานให้บริษัทมีกระบวนการจัดทำและการเปิดเผยข้อมูลในรายงานทางการเงินของบริษัทให้มี ความถูกต้อง ครบถ้วน เพียงพอ เชื่อถือได้และทันเวลา โดยการประสานงานกับผู้สอบบัญชีและผู้บริหารที่รับผิดชอบจัดทำรายงานทางการเงินทั้งรายไตรมาสและประจำปี
  • 13.2 รายการที่เกี่ยวโยงกัน และรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
    • (1) พิจารณารายการที่เกี่ยวโยงกัน และรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้เป็นไปตามกฎหมาย และข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่ารายการดังกล่าวสมเหตุสมผล และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทฯ
    • (2) พิจารณาการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทในกรณีที่เกิดรายการเกี่ยวโยง หรือรายการที่เกี่ยวข้องหรือรายการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้มีความถูกต้องและครบถ้วน
  • 13.3 การควบคุมภายใน (Internal Control)
    • (1) สอบทานให้บริษัทมีการควบคุมภายใน และระบบการตรวจสอบภายในที่เหมาะสมเพียงพอและมีประสิทธิผล รวมทั้งสอบทานรายการที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตรายงานทางการเงิน
    • (2) พิจารณาผลการตรวจสอบ และข้อเสนอแนะของผู้สอบบัญชีและส่วนงานตรวจสอบภายใน เกี่ยวกับระบบการควบคุมภายใน และเสนอให้ฝ่ายบริหารปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ รวมทั้งติดตามผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะนั้น
    • (3) พิจารณาความเป็นอิสระของหน่วยงานตรวจสอบภายใน และให้ความเห็นชอบในการพิจารณา แต่งตั้ง โยกย้าย เลิกจ้างหัวหน้างานตรวจสอบภายใน
    • (4) สอบทานและประเมินแผนการตรวจสอบภายในประจำปีให้สอดคล้องกับประเภท และระดับความเสี่ยงของบริษัท
    • (5) สอบทานความมีอิสระของผู้ตรวจสอบภายในในการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับงานตรวจสอบภายใน
    • (6) สอบทานรายงานจากหน่วยงานตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการประเมินความมีประสิทธิภาพของระบบการควบคุมภายใน และหารือกับหน่วยงานตรวจสอบภายในเกี่ยวกับข้อสังเกตในรายงานดังกล่าว
  • 13.4 การตรวจสอบภายใน
    • (1) สอบทานให้บริษัทมีหน่วยงานตรวจสอบภายในที่มีความเป็นอิสระ และมีระบบการตรวจสอบภายในที่มีประสิทธิผล
    • (2) สอบทานกิจกรรมและอนุมัติกฎบัตรของส่วนงานตรวจสอบภายใน
    • (3) สอบทานให้หน่วยงานตรวจสอบภายในปฏิบัติตามแผนงานการตรวจสอบที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบ และสอบทานขอบเขตงานของหน่วยงานตรวจสอบภายใน
    • (4) สอบทานแผนการตรวจสอบภายในประจำปี ให้สอดคล้องกับประเภทและระดับความเสี่ยงของบริษัท
    • (5) จัดให้หน่วยงานตรวจสอบภายในปฏิบัติงานตามมาตรฐานการตรวจสอบภายใน
  • 13.5 ผู้สอบบัญชี
    • (1) พิจารณา คัดเลือก เสนอแต่งตั้งและเสนอค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี เพื่อให้ได้ผู้สอบบัญชีที่มีความเป็นอิสระ โดยคำนึงถึงความน่าเชื่อถือ ความเพียงพอของทรัพยากร ปริมาณงานตรวจสอบของสำนักงานตรวจสอบบัญชีนั้น และประสบการณ์ของบุคลากรที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบบัญชีของบริษัท รวมถึงผลการปฏิบัติงานในปีที่ผ่านมา ตลอดจนพิจารณาถอดถอนผู้สอบบัญชี
    • (2) ประชุมกับผู้สอบบัญชีอย่างน้อยไตรมาสละ1 ครั้ง หารือเกี่ยวกับประเด็นที่ผู้สอบบัญชีพบหรือมีข้อ สังเกตจากการตรวจสอบ /สอบทานงบการเงิน
    • (3) เข้าร่วมประชุมกับผู้สอบบัญชี โดยไม่มีฝ่ายจัดการเข้าร่วมประชุมด้วย อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
    • (4) สอบทานรายงานของผู้สอบบัญชีที่จัดทำ เสนอให้ฝ่ายบริหารปรับปรุงแก้ไข และติดตามผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะนั้น
  • 13.6 การปฏิบัติตามกฏหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
    • (1) สอบทานให้บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท ตลอดจนระเบียบจรรยาบรรณของบริษัท
    • (2) ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์อันควรสงสัยที่ได้รับแจ้งจากผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับการทุจริต หรือ การฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหาร และรายงานผลการตรวจสอบเบื้องต้นต่อสำนักงาน ก.ล.ต.
  • 13.7 รายงานของคณะกรรมการตรวจสอบ
    • (1) คณะกรรมการตรวจสอบต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เพื่อทราบ และพิจารณา อย่างน้อยไตรมาสละครั้ง
    • (2) คณะกรรมการตรวจสอบต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินงานประจำปี โดยแสดงรายการตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด และให้ลงนามโดยประธานกรรมการตรวจสอบ รวมทั้งเปิดเผยไว้ในรายงานประจำปีของบริษัท
    • (3) ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบหากพบหรือมีข้อสงสัยว่า มีรายการหรือการกระทำซึ่งอาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท คณะกรรมการตรวจสอบต้องรายงานต่อคณะกรรมการบริษัท เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขภายในเวลาที่คณะกรรมการตรวจสอบเห็นสมควร ได้แก่
      (3.1) รายการที่เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์
      (3.2) การทุจริต หรือมีสิ่งผิดปกติ หรือมีความบกพร่องที่สำคัญในระบบการควบคุมภายใน
      (3.3) การฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท
  • 13.8 ความรับผิดชอบอื่นๆ
    • (1) ปฏิบัติการอื่นใด ตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมาย
    • (2) สอบทานกฎบัตรเป็นประจำทุกปีเพื่อพิจารณาความรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจสอบที่ กำหนดไว้ และเสนอให้พิจารณาปรับเปลี่ยนหากมีความจำเป็น
    • (3) มีหน้าที่ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศกำหนดเพิ่มเติม
    • (4) กำกับดูแลให้มีกระบวนการรับแจ้งเบาะแสในกรณีที่พนักงานและผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆมีข้อสงสัยหรือพบเห็นการกระทำอันควรสงสัยว่ามีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ จรรยาบรรณ หรือนโยบายการกำกับดูแลกิจการ เพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้แจ้งเบาะแสว่าบริษัทมีกระบวนการสอบสวนที่เป็นอิสระ และมีการดำเนินการในการติดตามที่เหมาะสม

กฎบัตรฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป

3. กฎบัตรส่วนงานตรวจสอบภายใน

กฎบัตรนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับมีความเข้าใจโดยสรุปเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ ขอบเขต อำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบของส่วนงานตรวจสอบภายในขององค์กร

ความหมายของการตรวจสอบภายใน

" การตรวจสอบภายใน " เป็นหน้าที่งานเกี่ยวกับการประเมินผลอย่างอิสระที่จัดให้มีขึ้นในองค์กรเพื่อให้ บริการแก่องค์กรในการตรวจสอบและประเมินกิจกรรมต่างๆ วัตถุประสงค์ของการตรวจสอบภายในเพื่อช่วยผู้ปฏิบัติงานในองค์กรให้ทำงานในหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ได้ผลตามวัตถุประสงค์ โดยผู้ตรวจสอบภายในจะทำหน้าที่วิเคราะห์ ประเมิน ให้ข้อเสนอแนะ ให้คำปรึกษา และให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมที่สอบทานวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบภายใน รวมถึงการส่งเสริมให้มีการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานทุกระดับขององค์กรให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิผล โดย ส่วนงานตรวจสอบภายในจะทำการวิเคราะห์ ประเมิน ให้ข้อเสนอแนะ คำปรึกษา และข้อมูล เพื่อเป็นการสนับสนุนแก่ผู้ปฏิบัติงาน
  2. เพื่อสนับสนุนให้มีการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

ขอบเขต

ขอบเขตของการตรวจสอบภายใน ได้แก่ การทดสอบการประเมินความเพียงพอและความมีประสิทธิภาพของระบบการควบคุมภายในขององค์กร รวมทั้งคุณภาพของการปฏิบัติงานภายในองค์กร โดยขอบเขตการปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบภายในมีดังนี้

  1. สอบทานและรายงานความเชื่อถือได้และความครบถ้วนของข้อมูลทางการเงิน การปฏิบัติงานตลอด จนวิธีการที่ใช้วินิจฉัยและวัดผล
  2. สอบทานระบบงานที่มีผลกระทบสำคัญต่อการดำเนินงานและการรายงาน ว่าได้มีการปฏิบัติที่สอดคล้องกับนโยบาย แผนงาน ระเบียบปฏิบัติที่วางไว้ รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  3. สอบทานระบบการควบคุมภายในที่องค์กรนำมาใช้ปฏิบัติ
  4. ประเมินว่าการใช้ทรัพยากรขององค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
  5. สอบทานการดำเนินงานหรือแผนงาน เพื่อให้แน่ใจว่า สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้ และมีการปฏิบัติงานตามแผนที่กำหนด

ประเภทของการตรวจสอบภายใน

การตรวจสอบทางการเงิน (Financial Auditing) เป็นการตรวจสอบความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูลทางการเงิน ครอบคลุมการดูแลป้องกันทรัพย์สิน และประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในของระบบงานต่างๆ

  1. การตรวจสอบการปฏิบัติการ (Operational Auditing) เป็นการตรวจสอบการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ระบบงานตลอดจนวิธีปฏิบัติงานแต่ละกิจกรรมตามที่ฝ่ายบริหารกำหนดไว้โดยมุ่งเน้น
    - ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency)
    - ความประหยัด (Economy)
    - ความมีประสิทธิผล (Effectiveness)
  2. การตรวจสอบการบริหาร (Management Auditing) เป็นการตรวจสอบระบบการควบคุมด้านบริหาร (Management Control) เช่น การวางแผนการบริหารงบประมาณ การกำกับดูแล และการสอบทานและควบคุมงานของผู้บริหาร
  3. การตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance Auditing ) เป็นการตรวจสอบการปฏิบัติงานต่างๆขององค์กรว่าเป็นไปตามข้อกำหนดทั้งจากภายนอกและภายในขององค์กร ได้แก่ กฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ มาตรฐาน นโยบาย แผนงาน และวิธีการที่กำหนดไว้
  4. การตรวจสอบระบบงานสารสนเทศ (Information System Auditing) เป็นการตรวจสอบงานที่ใช้ระบบสารสนเทศในการดำเนินงาน เพื่อให้ทราบถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลและความปลอดภัยของระบบ
  5. การตรวจสอบพิเศษ (Special Auditing) เป็นการตรวจสอบในกรณีที่ได้รับมอบหมายจากฝ่ายบริหาร หรือกรณีที่มีการทุจริต หรือการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริต ผิดกฎหมาย หรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริตหรือประพฤติมิชอบเกิดขึ้น

อำนาจ

  1. ผู้ตรวจสอบภายในมีอิสระในการตรวจสอบตามที่เห็นควร ตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพตรวจสอบภายใน
  2. ผู้ตรวจสอบภายในมีสิทธิที่จะขอเข้าทำการตรวจสอบทรัพย์สินและกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร รวมทั้ง หนังสือ บัญชี และเอกสารประกอบการบันทึกบัญชี จดหมายโต้ตอบและรายงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง
  3. ผู้ตรวจสอบภายในสามารถขอให้ผู้รับการตรวจสอบ ให้ข้อมูล และคำชี้แจงในเรื่องที่ทำการตรวจสอบ

หน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. จัดทำแผนการตรวจสอบประจำปีของบริษัทฯ และบริษัทย่อย เพื่อขออนุมัติต่อคณะกรรมการตรวจสอบ โดยให้สอดคล้องกับความเสี่ยง ระดับของการควบคุมภายใน ความถี่ในการตรวจสอบที่ผ่านมา และนโยบายที่กำหนด
  2. ประเมินความเพียงพอและประสิทธิภาพของการควบคุมภายใน ของระบบงานต่างๆ พร้อมทั้งวางแผนการตรวจสอบและควบคุมให้มีการปฏิบัติงานตามแผนที่กำหนด
  3. สอบทานความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล โดยเฉพาะ Financial Audit และ Compliance Audit หรือเรื่องที่เห็นสมควร
  4. รายงานผลการตรวจสอบและแนวทางในการปรับปรุงต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการตรวจสอบตามวาระที่กำหนด กรณีมีประเด็นสำคัญให้รายงานผลต่อฝ่ายบริหารได้ทันที
  5. ปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบภายใน ตามที่ได้รับมอบหมายจากฝ่ายบริหารหรือคณะกรรมการตรวจสอบ
  6. ประสานงานและกำกับดูแลงานการติดตามและการควบคุมอื่น เช่น การบริหารความเสี่ยง การปฏิบัติตามกฎระเบียบความปลอดภัย หลักจรรยาบรรณ และสภาพแวดล้อม
  7. ปฏิบัติงานตรวจสอบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ เพื่อให้ความเชื่อมั่นแก่ฝ่ายบริหาร

การปฏิบัติงานตรวจสอบ

  1. ตรวจสอบหน่วยงานต่างๆขององค์กรเป็นระยะๆ เพื่อพิจารณาว่าได้มีการปฏิบัติงานตามแผนงาน นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ขององค์กร ตลอดจนระเบียบปฏิบัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  2. เมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้นสมบูรณ์ หัวหน้าทีมตรวจสอบภายใน ต้องจัดให้มีการประชุมปิดงานตรวจสอบร่วมกับผู้บริหารของหน่วยงานที่ถูกตรวจสอบ เพื่อชี้แจง หารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและข้อบกพร่องที่ตรวจพบ และมาตรการแก้ไขปรับปรุงก่อนที่จะนำเสนอในรายงานผลการตรวจสอบ
  3. รายงานผลการตรวจสอบเป็นลายลักษณ์อักษร อธิบายถึงวัตถุประสงค์ ขอบเขตของการตรวจสอบ ข้อบกพร่องที่ตรวจพบ และข้อเสนอแนะเพื่อการแก้ไขปรับปรุง
  4. ผู้ตรวจสอบภายในต้องติดตามผลการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะในรายงานผลการตรวจสอบและติดต่อประสานงานกับผู้รับการตรวจสอบและให้คำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้อง
  5. หัวหน้าส่วนงานตรวจสอบภายใน ต้องพัฒนาบุคลากรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบให้มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์เพียงพอในการที่จะดำเนินการตรวจสอบเรื่องต่างๆ
  6. ผู้ตรวจสอบภายในต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม มีมนุษย์สัมพันธ์ดี วางตัวเป็นกลาง รู้จักกาลเทศะ มีทัศนะคติที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน
  7. ปฏิบัติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพตรวจสอบภายใน (Code of Ethics)

ประกาศ ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2557

จรรยาบรรณ

จรรยาบรรณ

เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการกำกับดูแลกิการที่ดีของเคซีอี จึงกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม โดยให้คณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร พนักงาน ยึดถือปฏิบัติเป็นค่านิยมขององค์กร เพื่อให้การบริหารและการปฏิบัติงานมีความโปร่งใส ชัดเจน เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกกลุ่ม ซึ่งจะเป็นรากฐานสู่การพัฒนาและความเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“จรรยาบรรณ” เป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการดำเนินธุรกิจ และเป็นมาตรฐานความประพฤติที่บุคลากรทุกคนของเคซีอีพึงกระทำ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในทุกภาคส่วนเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ภายใต้กรอบคุณธรรม ความซื่อสัตย์ ความเสมอภาค และเท่าเทียม ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทจึงได้กำหนดจรรยาบรรณเป็นแนวทางไว้ดังนี้

จรรยาบรรณของกรรมการและผู้บริหาร

เพื่อเป็นแบบอย่างแก่พนักงานในการประพฤติและปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต ตลอดจนดูแลผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเสมอภาค กรรมการ ผู้บริหาร ต้องยึดถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดในจรรยาบรรณหลัก ดังนี้

  • ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ
  • ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริต ระมัดระวัง รอบคอบ และยึดมั่นคุณธรรม ตามค่านิยมองค์กร เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
  • อุทิศเวลาเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความรู้ความสามารถ เพื่อพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ
  • ปฎิบัติต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทอย่างเท่าเทียม หลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
  • หลีกเลี่ยงการให้ และ/หรือรับสิ่งของ การให้ และ/หรือการเลี้ยงรับรอง หรือประโยชน์ใดๆ จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท เช่น ลูกค้า คู่ค้า ผู้ถือหุ้น เป็นต้น เว้นแต่เพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจในทางที่ชอบธรรมของบริษัท หรือในเทศกาลหรือประเพณีนิยมในมูลค่าที่เหมาะสม หากของขวัญที่ได้รับในรูปของเงินหรือสิ่งของมีมูลค่าสูงเกินกว่าสามพันบาท ให้ปฏิเสธที่จะรับและส่งคืน
  • ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
  • รักษาเกียรติของตนให้เป็นที่ยอมรับในสังคม วางตัวให้เหมาะสมกับบทบาท หน้าที่ และกาลเทศะ และร่วมสร้างสรรค์ให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นการคุกคามทางเพศ
  • ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความมีน้ำใจ เคารพในสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีของผู้อื่น ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่นำเอาข้อมูลหรือเรื่องราวของพนักงานอื่น ทั้งในเรื่องส่วนตัวและในเรื่องอื่นๆ ไปเปิดเผยหรือวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่พนักงาน หรือภาพลักษณ์โดยรวมของบริษัท
  • รักษาข้อมูลความลับของบริษัท ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียกับบริษัทอย่างเคร่งครัด ไม่ให้รั่วไหลไปยังบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง แม้ว่าจะสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่กับบริษัทแล้วก็ตาม ยกเว้นกรณีที่เป็นไปตามกฎหมายหรือเงื่อนไขผูกพันที่ต้องปฏิบัติตาม
  • ไม่ซื้อ ขาย โอน รับโอน หลักทรัพย์ของบริษัทโดยอาศัยประโยชน์จากข้อมูลภายในที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น

จรรยาบรรณของพนักงาน

  • ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับและนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม รายงานตามความเป็นจริง มีจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่
  • มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ ทุ่มเท โดยถือประโยชน์สูงสุดของบริษัทเป็นสำคัญ
  • แสวงหาแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงงานในความรับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ
  • รักษาเกียรติของตนให้เป็นที่ยอมรับในสังคม วางตัวเหมาะสมกับบทบาท หน้าที่ และกาลเทศะ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
  • ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพ มีน้ำใจ เคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้อื่น ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
  • รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยเหตุผลและปราศจากอคติ
  • ร่วมสร้างความสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ต่องาน สังคม และประเทศชาติโดยส่วนรวม
  • ใช้ทรัพย์สินของบริษัทอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์แก่บริษัทอย่างคุ้มค่า และดูแลรักษามิให้เสื่อมเสียสูญหาย
  • รักษาข้อมูลความลับของบริษัท ลูกค้าและคู่ค้าของบริษัทไม่ให้รั่วไหลไปยังบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง แม้ว่าจะสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่กับบริษัทแล้วก็ตาม ยกเว้นกรณีที่เป็นไปตามกฎหมายหรือเงื่อนไขผูกพันที่ต้องปฏิบัติตาม
  • ไม่ใช้ข้อมูลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ
  • หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ หรือการแสดงความคิดเห็นต่อบุคคลภายนอก สื่อมวลชน สื่อทางสังคม หรือเครือข่ายทางสังคมในรูปแบบต่างๆ ในเรื่องที่อาจกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร

จรรยาบรรณต่อผู้มีส่วนได้เสีย

เพื่อส่งเสริมให้บริษัทเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ของบริษัทโดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

  • การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้น
    • ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นทั้งรายใหญ่และรายย่อยและเพื่อผลประโยชน์ของผู้ที่เกี่ยวข้อง
    • ปฏิบัติตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างเคร่งครัด กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ต้องแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบโดยไม่ชักช้า หรือเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติการดำเนินการในเรื่องที่มีนัยสำคัญซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการบริษัทหรือฝ่ายจัดการ
    • ดูแลและคุ้มครองให้ผู้ถือหุ้นทุกรายได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน
    • มุ่งมั่นในการสร้างความเติบโตอย่างมีคุณภาพ และมั่นคง เพื่อผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนที่ยั่งยืนจากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และผลประกอบการที่ดีของบริษัท
    • รายงานสถานะและผลการดำเนินงานของบริษัท ต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าทียม สม่ำเสมอ ถูกต้อง ทันเวลา และครบถ้วนตามความเป็นจริง
  • การปฏิบัติต่อพนักงาน
    • จัดให้มีเงื่อนไขการจ้างงานที่เป็นธรรมเพื่อให้พนักงานได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมตามความรู้ ความรับผิดชอบ ความสามารถ ศักยภาพ และผลการปฏิบัติงานของพนักงาน โดยสอดคล้องกับผลการดำเนินงานของบริษัท และเทียบเคียงได้กับบริษัทอื่นในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน
    • จัดให้มีกระบวนการพิจารณาการสรรหา การแต่งตั้ง การโยกย้าย การให้สวัสดิการ การให้รางวัล การเลิกจ้าง และการลงโทษพนักงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้ โดยปฏิบัติด้วยความสุจริต เป็นธรรม และเสมอภาค ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสม รวมทั้งการกระทำ หรือการปฏิบัติของพนักงานนั้นๆ
    • เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ มีการจัดผลตอบแทนการปฏิบติงานรายบุคคลอย่างเหมาะสมและเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานของบริษัท ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สนับสนุนการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ทั้งในรูปเงินเดือน โบนัส เงินพิเศษตามเป้าหมายผลผลิตหรือตามเป้าหมายการลดอัตราสูญเสียในการผลิต และในรูปของการจัดโครงการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธฺที่จะซื้อหุ้นของบริษัทให้กับผู้บริหารและพนักงาน (ESOP)
    • ส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ ตลอดจนมีคุณธรรมและทัศนคติที่ถูกต้อง
    • ปฏิบัติต่อพนักงานบนพื้นฐานแห่งความยุติธรรม ส่งเสริมให้พนักงานได้พัฒนาและแลกเปลี่ยนความรู้ความสามารถอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ
    • ดูแลสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ อนามัย ชีวิต และทรัพย์สินของพนักงาน
    • ให้ข้อมูลสำคัญแก่พนักงานเพื่อให้ทราบผลการดำเนินงานและสภาพที่แท้จริงของบริษัท
    • สนับสนุนการหารือและความร่วมมือระหว่างบริษัทกับพนักงานหรือตัวแทนพนักงานในการนำเสนอข้อมูลแก่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจของบริษัทเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพชีวิตการทำงานเพื่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกัน
    • เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของพนักงานทุกระดับอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค โดยปราศจากการแทรกแซง รวมถึงการจัดให้มีกระบวนการรับฟังข้อคิดเห็นและการร้องเรียนอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
    • ส่งเสริมและจัดกิจกรรมสนับสนุนให้พนักงานมีดุลยภาพในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงาน การศึกษา การพักผ่อน และการดูแลครอบครัว เป็นต้น
    • ส่งเสริมให้พนักงานได้รับการอบรมเพิ่มเติมในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่
    • ส่งเสริมให้พนักงานเข้าใจในเรื่องจรรยาบรรณและบทบาทหน้าที่เพื่อส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมที่อยู่ในกรอบของจรรยาบรรณอย่างทั่วถึงทั้งบริษัท
  • การปฏิบัติต่อลูกค้า
    • มุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ภายใต้ความปลอดภัยต่อสุขภาพ อนามัย ชีวิต และทรัพย์สิน และเทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมทั้งยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    • ปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆ ที่มีต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรม กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ต้องรีบเจรจากับลูกค้าล่วงหน้า เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย
    • ปฏิบัติต่อลูกค้าทุกรายอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค โดยไม่เลือกปฏิบัติ
    • เปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่างๆ ให้ลูกค้าทราบอย่างครบถ้วน ถูกต้อง ทันต่อเหตุการณ์ และเพียงพอ โดยไม่ปกปิด บิดเบือนเนื้อหา ให้ข้อมูลเท็จ หรือทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อมูลที่สื่อสารออกไป รวมทั้งรักษาสัมพันธภาพที่ดีและยั่งยืน
    • จัดระบบบริการลูกค้า และเปิดช่องทางการสื่อสารเพื่อให้ลูกค้าสามารถแสดงความเห็นหรือร้องเรียน เพื่อดำเนินการตอบสนองข้อร้องเรียนนั้นอย่างดีที่สุด
    • รักษาข้อมูลที่เป็นความลับของลูกค้า ไม่นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และ/หรือ ผู้เกี่ยวข้องอื่น
  • การปฏิบัติต่อคู่ค้า
    • ปฏิบัติตามสัญญา ข้อตกลง และเงื่อนไขต่างๆ ที่มีต่อคู่ค้าอย่างเป็นธรรม กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ต้องรีบเจรจากับคู่ค้าล่วงหน้า เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย
    • รักษาสัมพันธภาพที่ยั่งยืนกับคู่ค้า ตลอดจนสร้างความร่วมมือกันด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
    • ดูแลให้มีระบบการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่มีความโปร่งใส โดยปฏิบัติต่อคู่ค้าทุกรายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม เป็นไปตามระเบียบบริษัท
    • การจัดซื้อจัดจ้างไม่ควรเจาะจงข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์หรือบริการจากคู่ค้ารายหนึ่งรายใดโดยเฉพาะ หรือพยายามเลือกสรรคุณลักษณะที่โน้มเอียงไปทางผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นๆ อย่างจงใจ นอกจากจะมีความจำเป็นซึ่งมีเหตุผลสนับสนุนอย่างเพียงพอ
    • ให้รายละเอียดข้อมูลและเงื่อนไขต่างๆ ที่เหมือนกันแก่คู่ค้าทุกราย
    • ไม่เรียกร้อง ไม่รับ ไม่จ่าย ผลประโยชน์ใดๆ ทางการค้ากับคู่ค้าโดยไม่สุจริต
    • ตรวจรับสินค้าหรือตรวจรับงาน และจ่ายชำระค่าสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
  • การปฏิบัติต่อเจ้าหนี้
    • ปฏิบัติตามสัญญา ข้อตกลง และเงื่อนไขต่างๆ ที่มีต่อเจ้าหนี้อย่างเคร่งครัด โปร่งใส และเท่าเทียม กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ต้องรีบเจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้า เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย
    • บริหารงานเพื่อให้เจ้าหนี้มั่นใจในฐานะทางการเงิน และความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีของบริษัท
    • บริหารเงินกู้ยืมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน ไม่นำเงินไปใช้ในทางที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท
    • รายงานฐานะทางการเงินของบริษัท หรือเปิดเผยข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง แก่เจ้าหนี้ ด้วยความซื่อสัตย์ ถูกต้อง และตรงเวลา อย่างสม่ำเสมอ
  • การปฏิบัติต่อคู่แข่งทางการค้า
    • ไม่แสวงหาข้อมูลที่เป็นความลับของคู่แข่งทางการค้าด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต หรือไม่เหมาะสม
    • ประพฤติปฏิบัติภายใต้กรอบกติกาของการแข่งขันที่เป็นธรรม เสมอภาค
    • ไม่ทำลายชื่อเสียงของคู่แข่งทางการค้าโดยการกล่าวหาด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม
    • ส่งเสริมและสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจด้านการพัฒนาสินค้าในภาพรวม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจและมีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติให้ยั่งยืน
  • การปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน
    • ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และพยายามยกระดับการปฏิบัติให้มีมาตรฐานสูงกว่ากฎหมายกำหนด หากการปฏิบัตินั้นจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติ
    • ดูแล ป้องกันมิให้การดำเนินงานของบริษัทก่อให้เกิดความเสียหายต่อ ทรัพยากรธรรมชาติ สังคม ชุมชน และสภาพแวดล้อม
    • สร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดขึ้นในบุคลากรทุกระดับในบริษัทอย่างต่อเนื่อง
    • ไม่สนับสนุนกิจกรรมใดๆ ที่เป็นภัยต่อสังคม หรือศีลธรรมอันดีงาม และ/หรือ เป็นการส่งเสริมอบายมุข
    • ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและรู้คุณค่า
    • ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการนำพาสังคม ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนให้เป็นคนดี มีวัฒนธรรมและคุณธรรม สนับสนุนกิจกรรมด้านการศึกษา และสาธารณประโยชน์ต่างๆ ตลอดจนการประหยัดพลังงาน และการลดใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
    • นำความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมมาพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อธุรกิจและสังคม
    • ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อเหตุการณ์ใดๆ ที่มีผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท
นโยบายและแนวปฏิบัติ

นโยบายเรื่องการปฏิบัติต่อบริษัท

1. นโยบายการเคารพกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน

  • 1.1 ทำความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบของตนโดยตรงอย่างถี่ถ้วน และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยให้ขอคำปรึกษาจากฝ่ายกฎหมายหรือที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย ห้ามปฏิบัติไปตามความเข้าใจของตนเองโดยไม่มีคำแนะนำ
  • 1.2 เมื่อบุคลากรของบริษัทต้องไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ บุคลากรควรศึกษากฎหมาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ก่อนการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท เพื่อไม่ให้ขัดกับกฎหมาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ
  • 1.3 สนับสนุนและเคารพการปกป้องสิทธิมนุษยชน ดูแลมิให้ธุรกิจของบริษัทเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น ไม่สนับสนุนการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labour) ต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก (Child Labour)
  • 1.4 ให้ความเคารพนับถือและปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายด้วยความเป็นธรรมบนพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แบ่งแยกถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ เพศ อายุ สีผิว ศาสนา สภาพร่างกาย ฐานะ ชาติตระกูล
  • 1.5 ส่งเสริมให้มีการเฝ้าระวังการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิทธิมนุษยชนภายในบริษัท และส่งเสริมให้บริษัทย่อย ผู้ร่วมทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากล
  • 1.6 คุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิอันเกิดจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยพิจารณาชดเชยค่าเสียหายให้ไม่ต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด

2. นโยบายการเก็บรักษาและการใช้ข้อมูลภายใน

  • 2.1 เก็บรักษาข้อมูลที่สำคัญทางธุรกิจ ตลอดจนข้อมูลความลับเกี่ยวกับบริษัทและผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ของบริษัทไว้อย่างเข้มงวดที่สุดและอยู่ในวงจำกัด โดยไม่เปิดเผยต่อผู้ไม่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกบริษัท แม้จะเกษียณอายุ ลาออก หรือสิ้นสุดการทำงานกับบริษัทแล้วก็ตาม เว้นแต่เป็นไปตามข้อบังคับโดยกฎหมาย หรือมติของคณะกรรมการบริษัท
  • 2.2 บุคลากรของบริษัทต้องไม่นำข้อมูลภายในของบริษัทซึ่งยังมิได้เปิดเผยต่อสาธารณชนไปใช้แสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นในทางมิชอบ
  • 2.3 บุคคลภายนอกซึ่งมีโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีโอกาสได้ล่วงรู้ข้อมูลภายในที่สำคัญของบริษัท ต้องลงนามในข้อตกลงการรักษาความลับข้อมูล (Non-Disclosure Agreement) เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลเหล่านั้นจะใช้ความระมัดระวังรักษาความลับและข้อมูลภายในทำนองเดียวกับบุคลากรของบริษัท
  • 2.4 การเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญทางธุรกิจต้องเป็นไปโดยบุคลากรของบริษัทที่มีอำนาจหน้าที่ เมื่อได้รับคำถามเกี่ยวกับข้อมูลที่สำคัญทางธุรกิจ โดยที่ตนไม่มีหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลนั้น ควรแนะนำให้ผู้ถามติดต่อไปยังผู้มีหน้าที่เปิดเผยข้อมูล
  • 2.5 กรณีที่มีข่าวลือหรือข่าวสารต่างๆ ที่มีผลต่อการซื้อขายหลักทรัพย์หรือมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัท บริษัทต้องชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวลือหรือข่าวสารนั้นโดยเร็วที่สุด
  • 2.6 กรณีที่เกิดภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทที่ผิดปกติซึ่งเกิดจากการรั่วไหลของสารสนเทศที่ยังไม่ได้เปิดเผยของบริษัทโดยบุคคลภายใน จะถือว่าบุคคลภายในที่เป็นสาเหตุการรั่วไหลของสารสนเทศนั้นมีความผิดตามระเบียบบริษัท และอาจถูกดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

3. นโยบายด้านความรับผิดชอบต่อทรัพย์สินของบริษัท

  • 3.1 ดูแลรักษาทรัพย์สินของบริษัทให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี และปกป้องทรัพย์สินของบริษัทมิให้เสียหายหรือสูญหาย
  • 3.2 ในกรณีที่ทรัพย์สินของบริษัทที่มีพนักงานหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งรับผิดชอบดูแลเกิดความเสียหาย หรือสูญหาย บุคคลนั้นต้องรับผิดชอบร่วมกันกับบริษัทตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ ข้อบังคับ หรือนโยบายต่างๆ ของบริษัท
  • 3.3 ใช้ทรัพย์สินของบริษัทในการปฏิบัติหน้าที่อย่างประหยัดและรู้คุณค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงการรักษาสภาพแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงานควบคู่ไปด้วย
  • 3.4 ไม่ใช้ทรัพย์สินใดๆ ของบริษัทเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลอื่นโดยมิชอบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • 3.5 เมื่อพ้นจากสภาพการเป็นบุคลากรของบริษัท จะต้องส่งมอบทรัพย์สินต่างๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน รวมถึงข้อมูลที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ผลงาน สิ่งประดิษฐ์ คืนให้บริษัท ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เก็บไว้ในรูปแบบใดๆ และห้ามบันทึก คัดลอก หรือสำเนาข้อมูลเหล่านั้น เพื่อนำไปเผยแพร่หรือแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท

4. นโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญา

  • 4.1 บริษัทต้องดำเนินธุรกิจและส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติงานภายใต้กฎหมายหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ความลับทางการค้า และทรัพย์สินทางปัญญาด้านอื่นที่กฎหมายกำหนด
  • 4.2 บุคลากรของบริษัทมีสิทธิและได้รับการสนับสนุนในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างอิสระภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ หรืองานที่ใช้ข้อมูลของบริษัท หรืองานที่ทำขึ้นเพื่อบริษัทโดยเฉพาะ ถือเป็นทรัพย์สินของบริษัท เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทอนุญาตอย่างชัดเจนว่าให้ถือเป็นผลงานของผู้คิดค้น ผู้ประดิษฐ์ ผู้วิจัย หรือบุคคลอื่นได้
  • 4.3 ส่งเสริมบุคลากรของบริษัทให้ตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในด้านที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานโดยตรงและการดำเนินชีวิตประจำวัน
  • 4.4 การนำผลงานหรือข้อมูลมาใช้ในการปฏิบัติงาน ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น

5. นโยบายด้านความปลอดภัยสารสนเทศ

  • 5.1 การใช้งานระบบสารสนเทศของบริษัทต้องเป็นไปเพื่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทเท่านั้น ซึ่งระบบสารสนเทศถือเป็นทรัพย์สินของบริษัท ผู้ใช้มิอาจคาดหวังความเป็นส่วนตัว (Privacy) ได้ และต้องหลีกเลี่ยงการใช้ระบบสารสนเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานของบริษัท
  • 5.2 ปฏิบัติตามนโยบายความปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Policy) และมาตรฐานความปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Standard) ตลอดจนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  • 5.3 พนักงานที่พบเหตุฉุกเฉินซึ่งอาจกระทบการดำเนินธุรกิจและเสถียรภาพของระบบสารสนเทศ หรือพบเห็นช่องโหว่ (Vulnerability) ของระบบทั้งเชิงเทคนิคและการดำเนินงาน หรือสิ่งที่อาจสร้างความเสี่ยงให้กับบริษัทต้องแจ้งฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเร็ว
  • 5.4 ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตและระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน
  • 5.5 ไม่ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตในทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตของบริษัท
  • 5.6 ไม่ใช้สื่ออินเทอร์เน็ต ระบบคอมพิวเตอร์ หรือวัสดุอุปกรณ์ใดๆ เพื่อค้นหา เผยแพร่ หรือจัดเก็บข้อมูลที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อศีลธรรมอันดีและกฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ตลอดจนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • 5.7 ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง และติดต่อฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศหากจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมเพื่อการปฏิบัติงาน
  • 5.8 เก็บรักษารหัสผ่านสำหรับเข้าระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ของบริษัทเป็นความลับ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นเข้าถึงสารสนเทศของบริษัท
  • 5.9 กรณีที่บริษัทอนุญาตให้มีการว่าจ้างลูกจ้างชั่วคราว นักศึกษาฝึกงาน ตลอดจนหน่วยงาน บริษัท ผู้ขาย คู่ค้า คู่สัญญา ที่ปรึกษา ลูกค้าของบริษัท บุคคลที่มิใช่พนักงานของบริษัท เข้าใช้ระบบสารสนเทศของบริษัท ผู้บังคับบัญชาในสายงานต้องควบคุมการใช้ระบบสารสนเทศของบุคคลดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบายต่างๆ ของบริษัท
  • 5.10 ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ควบคุม และการดำเนินการใดๆ เพื่อความปลอดภัยในการใช้ระบบสารสนเทศของบริษัท

นโยบายเรื่องการขัดแย้งทางผลประโยชน์

6. นโยบายการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์

  • 6.1 ไม่ประกอบธุรกิจที่แข่งขันกับบริษัทไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม
  • 6.2 หลีกเลี่ยงการทำรายการที่เกี่ยวโยงกับตนเองหรือบุคคล/นิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท
  • 6.3 ดูแลให้บริษัทมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และการเปิดเผยข้อมูลรายการที่เกี่ยวโยงกัน ตามที่กฎหมายหรือหน่วยงานกำกับดูแลกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และเป็นไปตามระเบียบของบริษัท
  • 6.4 ผู้ที่มีส่วนได้เสียจะต้องไม่มีส่วนในการพิจารณารายการที่ตนมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  • 6.5 ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน รายการนั้นจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการค้าทั่วไปตามหลักการที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติ ด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม เปรียบเสมือนการทำรายการกับบุคคลภายนอก และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบริษัท
  • 6.6 ในกรณีรายการที่เป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการค้าทั่วไปตามหลักการที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติ หรือมีลักษณะและขนาดของรายการไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของฝ่ายจัดการ ต้องผ่านการสอบทานและให้ความเห็นจากคณะกรรมการตรวจสอบ ก่อนนำเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้น

7. นโยบายการต่อต้านการทุจริต

  • 7.1 จัดให้มีระบบการควบคุมภายในและการประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมเพื่อป้องกันการทุจริต ตลอดจนการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมของบุคลากรในบริษัทและบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องของบริษัท
  • 7.2 ส่งเสริมการสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ สุจริต และความรับผิดชอบให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร รวมทั้งยกระดับความตระหนักแก่บุคลากรของบริษัทว่าการทุจริตเป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ
  • 7.3 จัดให้มีกลไกการรายงานสถานะทางการเงินที่โปร่งใสและถูกต้อง ภายใต้มาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับระดับสากล
  • 7.4 จัดให้มีช่องทางในการสื่อสารให้พนักงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถที่จะแจ้งเบาะแส ข้อเสนอแนะ หรือร้องเรียนกรณีเกี่ยวกับการทุจริต โดยมีมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้แจ้งเบาะแส
  • 7.5 กำหนดให้มีมาตรการป้องกันการมอบหรือรับของกำนัล ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด การเลี้ยงรับรอง หรือค่าใช้จ่ายที่เกินขอบเขตจำกัดซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทหรือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายในประเทศที่เกี่ยวข้อง
  • 7.6 กำหนดให้มีมาตรการป้องกันการติดสินบน ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะกระทำไปเพื่ออำนวยความสะดวกหรือเพื่อความสัมพันธ์ในการดำเนินธุรกิจทุกชนิด ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
  • 7.7 การจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐและภาครัฐวิสาหกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ภายใต้กฎระเบียบและขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้อง
  • 7.8 การให้เงินบริจาคเพื่อการกุศลและเงินสนับสนุนทุกประเภทควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมายในประเทศที่เกี่ยวข้อง
  • 7.9 ส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันกับบริษัท รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อเป็นแนวร่วมปฏิบัติและเข้าร่วมในกิจกรรมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัท สมาคม หอการค้า หรือหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ

นโยบายเรื่องความปลอดภัย สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อม

8. นโยบายด้านสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

  • 8.1 ประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
  • 8.2 มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนที่ประกอบธุรกิจ และสังคมโดยรวม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
  • 8.3 ส่งเสริมให้บุคลากรในบริษัทมีจิตอาสา และรับผิดชอบต่อสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
  • 8.4 ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบแนวทาง ดังต่อไปนี้
    • เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท
    • เป็นกิจกรรมที่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และเห็นผลอย่างชัดเจน
    • เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอย่างแท้จริง
    • เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาการด้านการศึกษาและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
  • 8.5 ส่งเสริมการสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน ตลอดจนอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชุมชนซึ่งมีธุรกิจของบริษัทตั้งอยู่
  • 8.6 สนับสนุนการเข้าร่วมเครือข่ายภาคประชาคม เฝ้าติดตามและมีส่วนร่วมทางสังคม การแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนการบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ
  • 8.7 ปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับ และข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจของบริษัท
  • 8.8 บริหารงานโดยมีเป้าหมายในการป้องกันและควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • 8.9 ประเมินและติดตามผลการดำเนินงานหรือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทอย่างต่อเนื่อง
  • 8.10 พัฒนาและปรับปรุงการบริหารงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การอนุรักษ์ทรัพยากร การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ และการกำจัดของเสียหรือวัตถุอันตรายอย่างถูกวิธี

9. นโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงาน

  • 9.1 ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ และข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พลังงาน ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท
  • 9.2 ป้องกัน หลีกเลี่ยง และควบคุมการดำเนินกิจกรรมที่อาจเกิดความเสี่ยงต่อการใช้พลังงานโดยสิ้นเปลืองคุณภาพ
  • 9.3 ทบทวนและปรับปรุง นโยบาย เป้าหมาย ผลการดำเนินงาน และแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
  • 9.4 สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อผู้มีส่วนได้เสียส่วนต่างๆ เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งส่งเสริม และให้ความร่วมมือ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมต่าง ๆ ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ต่อองค์กร หน่วยงานภาครัฐ สังคม และสาธารณชนทั่วไป
  • 9.5 พัฒนาองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท

10. นโยบายด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย

  • 10.1 ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ และข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการดำเนินธุรกิจของบริษัท
  • 10.2 จัดให้มีระเบียบปฏิบัติ และแผนดำเนินการด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงานอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ
  • 10.3 จัดให้มีระบบรักษาความปลอดภัยและระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสมภายในสำนักงานและสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท
  • 10.4 ป้องกันและควบคุมความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดความสูญเสียอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ หรือความเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงาน ทรัพย์สินสูญหายหรือเสียหาย การปฏิบัติงานไม่ถูกวิธี และความผิดพลาดอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น
  • 10.5 จัดให้มีการประชาสัมพันธ์และสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเผยแพร่ข้อมูลด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแก่บุคลากรของบริษัท ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ
  • 10.6 ประเมินและติดตามผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
  • 10.7 จัดให้มีการเตรียมความพร้อมต่อเหตุวิกฤตต่างๆ ที่อาจทำให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก หรือก่อให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัทอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

นโยบายเรื่องอื่นๆ

11. นโยบายด้านการควบคุมภายในและการตรวจสอบภายใน

  • 11.1 จัดให้มีระบบการควบคุมภายในที่เหมาะสมและเพียงพอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของรายงานทางการเงิน และการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
  • 11.2 จัดให้มีการตรวจสอบภายในเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการวัดระดับความเหมาะสมและเพียงพอของระบบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง
  • 11.3 ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญในการปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในและตรวจสอบภายในแก่บุคลากรทุกระดับของบริษัท
  • 11.4 บุคลากรทุกระดับของบริษัทต้องยึดถือระบบการควบคุมภายในและตรวจสอบภายในเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงาน เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ถูกต้อง และเชื่อถือได้
  • 11.5 คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่ติดตามและสอบทานความเหมาะสมและเพียงพอของระบบการควบคุมภายในเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจที่แท้จริงอยู่เสมอ

12. นโยบายการมีส่วนร่วมทางการเมือง

  • 12.1 ใช้สิทธิของตนเองในฐานะพลเมืองดีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • 12.2 ไม่เข้าร่วมกิจกรรมใดๆ และไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจว่าบริษัทมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือให้การสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือกลุ่มพลังใดกลุ่มพลังหนึ่ง อันอาจนำไปสู่ความไม่สามัคคีปรองดองภายในบริษัทและประเทศชาติ
  • 12.3 ไม่ใช้ทรัพย์สินของบริษัทเพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือกลุ่มพลังใดกลุ่มพลังหนึ่ง เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษหรือผลประโยชน์อันมิชอบ

13. นโยบายด้านการฝึกอบรมและพัฒนา

  • 13.1 ส่งเสริมการพัฒนาความรู้และศักยภาพของพนักงานทุกวิชาชีพ ทุกระดับ ทุกคน อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง โดยดำเนินนโยบายและแนวทางผ่านฝ่ายทรัพยากรมนุษย์
  • 13.2 จัดให้มีแผนฝึกอบรมประจำปีสำหรับบุคลากรทุกระดับ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมความรู้ ทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน พัฒนาความรู้ด้านการบริหารจัดการทั่วไป และพัฒนาเพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำ
  • 13.3 จัดทำเส้นทางการพัฒนาบุคลากร (Career Path) ควบคู่ไปกับเส้นทางการฝึกอบรม (Training Roadmap) เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสมในแต่ละตำแหน่งงาน เพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่
  • 13.4 สนับสนุนให้พนักงานมีความมั่นคงในงานโดยการเลื่อนตำแหน่งตามความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่
  • 13.5 เปิดโอกาสให้มีการศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนความรู้ ด้านเครื่องมือ เครื่องจักร และเทคโนโลยีการผลิต
  • 13.6 ให้โอกาสศึกษาเพิ่มเติม ให้ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพให้มีความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีที่เหมาะสม
  • 13.7 ติดตามผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาบุคลากร และมีการทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรต่างๆให้ทันสมัยและเหมาะสมอยู่เสมอ ทั้งนี้การฝึกอบรมและพัฒนาถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้บริหารตามลำดับบังคับบัญชา พนักงาน และฝ่ายทรัพยากรมนุษย์
การแจ้งเบาะแสและการร้องเรียน

1. การแจ้งเบาะแส และการร้องเรียน

เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กรสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการกำกับดูแลกิจการ ดังนั้น ในกรณีที่พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ มีข้อสงสัย หรือพบเห็นการกระทำที่สงสัยว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ จรรยาบรรณ หรือนโยบายการกำกับดูแลกิจการ สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียน พร้อมส่งรายละเอียดหลักฐานต่างๆ ถึงบริษัท หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่องทางการติดต่อ ดังนี้

ติดต่อ: คณะกรรมการตรวจสอบ

อีเมลล์ : information@kce.co.th
คณะกรรมการตรวจสอบ
บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)
ไปรษณีย์ : 72 - 72/1-3 นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง
ซอยฉลองกรุง 31 แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง
กรุงเทพฯ 10520

2. เงื่อนไขและการพิจารณาเบาะแสและข้อร้องเรียน

  1. รายละเอียดของเบาะแส หรือข้อร้องเรียน ต้องเป็นความจริง มีความชัดเจน หรือพอที่จะนำสืบหาข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการต่อไปได้
  2. ผู้ที่แจ้งเบาะแส หรือผู้ร้องเรียน สามารถเลือกที่จะไม่เปิดเผยชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ หากเห็นว่าการเปิดเผยนั้นจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย หรือเกิดความเสียหายใดๆ แต่หากมีการเปิดเผยตนเอง จะทำให้สามารถรายงานความคืบหน้า สอบถามข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติม ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบ หรือบรรเทาความเสียหายได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
  3. ข้อมูลที่ได้รับจะถือเป็นความลับ และไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ที่แจ้งเบาะแส หรือผู้ร้องเรียนต่อสาธารณชนหากไม่ได้รับความยินยอม
  4. ผู้ที่แจ้งเบาะแส หรือ ข้อร้องเรียนจะได้รับการคุ้มครองสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัท หรือบุคคลภายนอก
  5. ระยะเวลาในการดำเนินการเรื่องร้องเรียนขึ้นกับความสลับซับซ้อนของเรื่อง ความเพียงพอของเอกสารหลักฐานที่ได้รับจากผู้ร้องเรียน รวมถึงเอกสารหลักฐานและคำชี้แจงของผู้ถูกร้องเรียน
  6. ผู้รับข้อร้องเรียนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต้องเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นความลับ จะเปิดเผยเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และความเสียหายของผู้ร้องเรียน หรือผู้ที่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง แหล่งที่มาของข้อมูล หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  7. กรณีที่ผู้ร้องเรียน หรือผู้ที่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เห็นว่าตนอาจได้รับความไม่ปลอดภัย หรืออาจเกิดความเดือดร้อนเสียหาย ผู้ร้องเรียน หรือผู้ที่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง สามารถร้องขอให้บริษัทกำหนดมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมก็ได้ หรือบริษัทอาจกำหนดมาตรการคุ้มครองโดยผู้ร้องเรียน หรือผู้ที่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ต้องร้องขอก็ได้ หากเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีแนวโน้มที่จะเกิดความเดือดร้อนเสียหาย หรือความไม่ปลอดภัย
  8. ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจะได้รับการบรรเทาความเสียหายด้วยกระบวนการที่มีความเหมาะสม และเป็นธรรม

3. การคุ้มครองสิทธิพนักงาน ลูกจ้าง หรือบุคคลอื่นที่รับจ้างทำงานให้แก่บริษัท

บริษัทจะไม่กระทำการใดอันไม่เป็นธรรมต่อพนักงาน ลูกจ้าง หรือบุคคลอื่นใดที่รับจ้างทำงานให้แก่บริษัท ไม่ว่าจะโดยการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งงาน ลักษณะงาน หรือสถานที่ทำงาน สั่งพักงาน ข่มขู่ รบกวนการปฏิบัติงาน เลิกจ้าง หรือกระทำการอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อบุคคลดังกล่าว ด้วยเหตุที่บุคคลนั้น

  1. ให้ข้อมูล ให้ความร่วมมือ หรือให้ความช่วยเหลือไม่ว่าด้วยประการใดๆ แก่กรรมการ ผู้บริหาร หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานกำกับดูแล ในกรณีที่บุคคลเหล่านั้นมีเหตุอันควรเชื่อโดยสุจริตว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ จรรยาบรรณ หรือนโยบายการกำกับดูแลกิจการ
  2. ให้ถ้อยคำ ยื่นเอกสารหลักฐาน หรือให้ความช่วยเหลือไม่ว่าด้วยประการใดๆ แก่กรรมการ ผู้บริหาร หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาหรือตรวจสอบกรณีมีเหตุสงสัยว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ จรรยาบรรณ หรือนโยบายการกำกับดูแลกิจการ
ผลการจัดอันดับการกำกับดูแลกิจการ

บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามหลักเกณฑ์การประเมินของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ในระดับ “ดีเลิศ” Excellent CG Scoring ในปี 2558 และ ปี 2559 โดยมีสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai Institute of Directors Association; IOD) เป็นผู้ประเมิน ซึ่งจากผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการของบริษัททุกปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะกรรมการบริษัทฯ ฝ่ายบริหาร และพนักงานทุกคนที่ให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการตามแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

 

ติดต่อเลขานุการบริษัท

เลขานุการบริษัท

คุณธัญรัตน์ เทศน์สาลี
ที่อยู่ : เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)
เลขที่ 72 - 72/1-3 นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง
ถนนฉลองกรุง แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง
กรุงเทพฯ 10520 ประเทศไทย
โทรศัพท์: +66 (0) 2326-0196-9 ต่อ 1201
โทรสาร: +66 (0) 2326-0300
อีเมลล์: tanyarat@kce.co.th
คำประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริต นโยบายและแนวทางในการบริหารความเสี่ยงด้านการทุจริต คู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดี และจรรยาบรรณ
คู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดี
และจรรยาบรรณ
ขนาดไฟล์ : 1.80 MB.